วิทยาการสาธารณภัย By ดร.วัฒกานต์ ลาภสาร

เทคนิคการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ต้องสงสัย” ให้กลายเป็น “เหยื่อทางการเมือง” การเอาเรื่องความสัมพันธ์สามี-ภรรยา และความยากลำบากส่วนตัวมาพูดในเวทีแถลงข่าวระดับประเทศ ถือเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของสังคมออกจากคำถามสำคัญที่ว่า มีหลักฐานเชื่อมโยงเส้นทางการเงินหรือคลิปเสียงจริงหรือไม่ ตนในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดพบพิรุธข้อบกพร่องอย่างไรในการจัดสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ในทางธรรมาภิบาลสากล “เกียรติยศและตำแหน่งหน้าที่” ไม่ใช่พยานหลักฐานทางกฎหมาย คดีทุจริตการสอบท้องถิ่นที่มีการยัดคะแนนในไฟล์ Excel/PDF ไม่สามารถลบล้างได้ด้วยคำยืนยันปากเปล่า การแถลงแบบนี้สะท้อนถึงทัศนคติแบบอำนาจนิยมดั้งเดิมที่คิดว่าตำแหน่งระดับสูงของตนมีน้ำหนักเหนือกว่ากระบวนการตรวจสอบ
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ข้อมูลมาจากเพจต่างประเทศ และเป็นการกระทำของ “กลุ่มผู้กระทำผิดที่ร้อนตัวและเบี่ยงเบนประเด็น”
เป็นการตั้งรับที่ย้อนแย้ง หากกลุ่มที่แฉเป็นผู้กระทำผิดที่ร้อนตัวจริง สิ่งที่ปลัด มท. ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำมหาดไทยต้องทำ คือการ “เปิดพิมพ์เขียวหลักฐาน” ตอกกลับทันที ไม่ใช่การโพสต์ตอบโต้ทางโซเชียลมีเดียว่าไม่ให้ค่า การทำแบบนี้
ผ่านมาห้าวันกลับมาแถลงเรื่องไร้สาระ แทนที่จะกล้านำข้อเท็จจริงการจัดสอบที่เจ้าหน้าที่รัฐมีช่องโว่มีพิรุธอย่างไรมาแถลงให้ประชาชนทราบ ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการสูงสุดของกระทรวงมหาดไทย

การตอบโต้ควรยึดหลักความโปร่งใส หลักฐาน และกระบวนการกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่การเปลี่ยนบทบาทหรือเบี่ยงเบนประเด็น

จุดหลักของปัญหา

การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นปี 2568 มีหลักฐานชัดเจนจาก ป.ป.ช. และตำรวจ: การจับกุมขณะแก้คะแนนในระบบ (สำเนากระดาษคำตอบ → แก้ไข → สแกนกลับ) เรียกเงินหัวละหลายแสน มูลค่าความเสียหายสูง (หลักพันล้าน) มีผู้เกี่ยวข้องระดับเจ้าหน้าที่รัฐหลายคน และมีคลิปเสียง/ข้อมูลจากเพจที่กล่าวหาถึงระดับสูง รวมถึงภรรยาของผู้บริหาร.

นายกฯ สั่งยกเลิกผลสอบที่ผิดปกติ และปลัดฯ ได้ตั้งกรรมการสอบภายใน 7 วัน แจ้งความดำเนินคดี — นี่คือ ก้าวที่ถูกต้อง ในทางปฏิบัติ.

วิเคราะห์กลยุทธ์การสื่อสาร ปลัด มท.

ทัศนคติแบบ “ตำแหน่งสูงมีน้ำหนักเหนือกระบวนการ” เป็นปัญหาเรื้อรังของอำนาจนิยมดั้งเดิมที่ทำให้ประชาชนขาดศรัทธาในสถาบันรัฐ. ระบบราชการควรยึด หลัก accountability — ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบหากมีช่องโหว่ภายใต้การดูแล แม้ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง.

สิ่งที่ควรทำ (มุมมองธรรมาภิบาล)

  1. เปิดข้อมูลสูงสุด: ปล่อยไฟล์/ระบบตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง (ภายใต้ขอบเขตกฎหมาย) ให้ ป.ป.ช. และสาธารณะตรวจสอบ. ถ้าบริสุทธิ์ หลักฐานจะพิสูจน์เอง.
  2. แยกประเด็นชัด: ดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุกระดับ (ไม่ตัดตอน) พร้อมยกเลิกผลสอบที่ทุจริตจริง แต่ไม่ให้คนสุจริตเดือดร้อนเกินไป.
  3. ปฏิรูประบบ: การสอบท้องถิ่นมีปัญหามานาน (ติวเตอร์ โควต้า ล็อบบี้) ต้องเปลี่ยนเป็นระบบโปร่งใสมากขึ้น เช่น ใช้เทคโนโลยี blockchain สำหรับคะแนน หรือตรวจสอบ conflict of interest ระดับสูง.
  4. สื่อสารตรงประเด็น: พูดถึงมาตรการแก้ไขและหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว. ความเชื่อมั่นของประชาชนสำคัญกว่าภาพลักษณ์ชั่วคราว.

สรุป: การเป็น “เหยื่อทางการเมือง” อาจช่วยระยะสั้น แต่ระยะยาวจะทำลายความน่าเชื่อถือของกระทรวงมหาดไทยและระบบราชการทั้งระบบ. สิ่งที่ประชาชนต้องการคือความจริงและการแก้ไข ไม่ใช่การป้องกันตัวแบบเดิม ๆ หากผู้บังคับบัญชาทำตามหลักนี้จริง จะช่วยฟื้นศรัทธาได้มากกว่าแถลงข่าวใด ๆ