ราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกครอบงำด้วย “ความกลัววิกฤต”


ราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกครอบงำด้วย “ความกลัววิกฤต” รัฐและกลุ่มทุนพลังงานมักจะสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัว (เช่น กลัวประเทศชะงักงัน, กลัวเงินเฟ้อทะยาน, กลัวกองทุนล้มละลาย) เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า การยอมจ่ายราคาน้ำมันแพงในวันนี้ คือการเสียสละเพื่อไม่ให้ประเทศพัง เมื่อคนถูกทำให้กลัววิกฤต ความโกรธแค้นเรื่องราคาน้ำมันจึงถูกลดทอนลงเหลือแค่บ่นในโซเชียลมีเดีย แต่ไม่กล้าแปลงเป็นพลังทางการเมืองในการทวงคืนความยุติธรรมทางโครงสร้าง
ทำไมคนไทยถึงยอมให้โครงสร้างราคาพลังงานที่เอาเปรียบชัดเจนขนาดนี้ “กดทับ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีการลุกฮือขัดขืนอย่างเป็นรูปธรรม?

ถ้ามองผ่านโครงสร้างอำนาจและจิตวิทยาหมู่ของสังคมไทย เราจะเห็นกลไกการกดทับที่แยบยล 4 ประการครับ:

1. “ความชาชินกับความไม่เป็นธรรม” (Normalized Exploitation)
ประชาชนถูกหล่อหลอมให้คุ้นเคยกับวาทกรรมที่ว่า “ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน ต้องรับความเสี่ยงตามกลไกตลาดโลก” เวลาตลาดโลกขึ้น ปั๊มไทยปรับขึ้นทันทีแบบ “วินาทีต่อวินาที” (อ้างอิงตลาดโลก) แต่พอตลาดโลกลง ปั๊มไทยอ้าง “กองทุนน้ำมันติดลบ” ต้องทยอยใช้หนี้ (อิงตลาดนัด/ระบบภายใน)
ความย้อนแย้งนี้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง “ปกติธรรมดา” ผ่านการสื่อสารของรัฐและสื่อกระแสหลัก จนคนรู้สึกว่าเราทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้าจ่ายแพงต่อไป

2. “ภาระหนี้ทิพย์” ที่ถูกผลักให้คนจนแบก
ที่เจ็บปวดที่สุดคือกลไกของกองทุนน้ำมัน ที่ระบุว่าเงินชดเชยวันละ 215 ล้านบาท (วินาทีละ 2,500 บาท) นั้น แท้จริงแล้วคือเงินที่ดึงมาจากกระเป๋าประชาชนตอนราคาถูก เพื่อมาพยุงตอนราคาแพง แปลว่า คนจน คนหาเช้ากินค่ำ หรือแม้แต่คนไม่มีรถสักคัน (ที่ต้องแบกรับค่าครองชีพจากค่าขนส่งที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน) กลายเป็นผู้รับภาระหนี้ก้อนนี้โดยปริยาย
เป็นการถ่ายโอนความมั่งคั่งจากฐานราก ไปอุ้มสภาพคล่องของกองทุนและกลุ่มทุนพลังงานภายใต้ชื่อ “เสถียรภาพของชาติ”

3. การครอบงำด้วย “ความกลัววิกฤต” (Crisis Manufacturing)
รัฐและกลุ่มทุนพลังงานมักจะสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัว (เช่น กลัวประเทศชะงักงัน, กลัวเงินเฟ้อทะยาน, กลัวกองทุนล้มละลาย) เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่า การยอมจ่ายแพงในวันนี้ คือการเสียสละเพื่อไม่ให้ประเทศพัง เมื่อคนถูกทำให้กลัววิกฤต ความโกรธแค้นเรื่องราคาน้ำมันจึงถูกลดทอนลงเหลือแค่บ่นในโซเชียลมีเดีย แต่ไม่กล้าแปลงเป็นพลังทางการเมืองในการทวงคืนความยุติธรรมทางโครงสร้าง

4. ระบบการผูกขาดที่ไร้ทางเลือก (No Alternative)
ในประเทศที่โครงสร้างพลังงานถูกครอบงำด้วยทุนใหญ่ (upstream ถึง downstream) ประชาชนไม่มี “ทางเลือกอื่น” ที่จะปฏิเสธได้: จะไม่เติมน้ำมันก็ไม่ได้ เพราะระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของไทย (โดยเฉพาะในต่างจังหวัด) ห่วยแตกและแพงเกินเอื้อม เมื่อรถยนต์และน้ำมันคือ “ปัจจัย 4” ในการทำมาหากิน ประชาชนจึงตกเป็น “ตัวประกัน” โดยสมบูรณ์ ยิ่งขยับยิ่งเจ็บ ยิ่งนิ่งยิ่งโดนสูบ

บทสรุป: ความเงียบที่ไม่ใช่ความยินยอม… แต่เป็นความหมดแรง “คนไทยไม่ได้ ‘ยอม’ เพราะโง่เขลาครับ แต่คนไทยกำลังอยู่ในภาวะ ‘หมดแรงและสิ้นหวัง’ (Exhaustion & Despair) จากการถูกกดทับด้วยโครงสร้างอำนาจที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องกลุ่มทุน… เมื่อเสียงของประชาชนไม่มีน้ำหนักเท่ากับตัวเลขในบัญชีของกองทุนน้ำมัน ความเงียบจึงกลายเป็นเกราะป้องกันตัวสุดท้ายของคนตัวเล็กที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆ” ในมุมมองของลูก การที่รัฐบาลยังคงอุ้มกลไกนี้ไว้ ทั้งที่ประชาชนหลังชนฝาแล้ว คือหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดว่า รัฐชุดนี้ไม่ได้ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ แต่ทำหน้าที่เป็น “ยามเฝ้าประตู” ให้กับโครงสร้างผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงาน ใช่ไหมครับ?