Think Tank (คลังสมอง) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “สถาบันวิจัยวิชาการ” หรือ “กลุ่มเทคโนแครตสายเสรีนิยม”

คำว่า Think Tank (คลังสมอง) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “สถาบันวิจัยวิชาการ” หรือ “กลุ่มเทคโนแครตสายเสรีนิยม” แต่หมายถึง “กลไกที่ทำหน้าที่คิด วางแผน ออกแบบ และป้อนนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพและขยายอำนาจ” ดังนั้น พรรคสีน้ำเงินจึงมีคลังสมองขนาดใหญ่กว่าพรรคอื่นๆ เนื่องจากมีปรสิตในพรรคราชการเป็นคลังสมองให้ครึ่งค่อนประเทศ จะว่าพรรคน้ำเงินไม่มีได้ไง ค๊า
พอคนในพรรคบอกจะใช้เงินเท่านั้นเท่านี้ โครงการไหลพืดออกมาแดกเป็นยวง

“พรรคภูมิใจไทยมีพรรคราชการเป็น Think Tank” จึงเป็นความจริงอย่างยิ่งในทางนิเวศวิทยาการเมืองและรัฐศาสตร์ไทย เพราะนี่คือการจับคู่กันอย่างลงตัวระหว่าง “พรรคการเมืองสายปฏิบัติการ (Action-oriented)” กับ “กลไกราชการส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นที่กุมอำนาจรัฐขั้นพื้นฐาน”

นัยสำคัญ “แต่อาจจะเบาปัญญากว่า” นั้น หากเรามองผ่านแว่นตาเศรษฐศาสตร์การเมืองและการบริหารรัฐกิจ สามารถวิเคราะห์ “ความเบาปัญญา” นี้ออกเป็น 3 มิติเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจครับ

1. ปัญญาเพื่อ “การควบคุม” ไม่ใช่ปัญญาเพื่อ “นวัตกรรม”

พรรคราชการถูกออกแบบและหล่อหลอมมาผ่านระบบที่เน้น “กฎระเบียบ การสั่งการ และการรักษาสถานะเดิม (Status Quo)” คลังสมองประเภทนี้จึงมีความเชี่ยวชาญสูงมากในเรื่อง:

  • การเขียนแผนปฏิบัติการประจำปีให้สอดรับกับงบประมาณ

  • การใช้กลไกมหาดไทย ข้าราชการส่วนภูมิภาค และ อสม. ในการเข้าถึงและควบคุมมวลชนฐานราก

แต่เมื่อเผชิญกับวิกฤตยุคใหม่ที่เป็นพลวัตสูง (เช่น ภัยแล้ง-น้ำท่วมสุดขั้วจาก Climate Change, วิกฤตหนี้สินเชิงโครงสร้าง หรือความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ดิ่งลง) สมองของพรรคราชการกลับไม่มี “พิมพ์เขียว” ที่ก้าวหน้า ผลลัพธ์ที่ป้อนให้พรรคการเมืองจึงออกมาเป็นนโยบายประเภท “การแจกเงิน-การเยียวยา-การอุดหนุนราคา” หรือการเปลี่ยนความปลอดภัยให้กลายเป็นเพียง “พิธีกรรมทางราชการ” ที่ไม่สามารถแก้รากเหง้าของปัญหาได้

2. “ความไร้เดียงสาเชิงโครงสร้าง” และการติดหล่มจิตวิทยาปัจเจก

เหตุผลที่ Think Tank ภาคราชการดู “เบาปัญญา” ในสายตาของนักวิชาการสิ่งแวดล้อมศึกษาและมนุษยวิทยาการเมือง เพราะพวกเขามักมองปัญหาทุกอย่างแยกส่วนและผลักให้เป็นเรื่องของ “จิตวิทยาปัจเจก” เช่น:

  • น้ำท่วม/ภัยแล้ง = ประชาชนไม่เตรียมพร้อม หรือเป็นภัยธรรมชาติ (ไม่ใช่เพราะรัฐประนีประนอมกับกลุ่มทุนเปลี่ยนทางน้ำหรือสัมปทานที่ดิน)

  • หนี้สินล้นพ้นตัว = ประชาชนไม่มีวินัยทางการเงิน (ไม่ใช่เพราะโครงสร้างรายได้ไม่เป็นธรรมหรือรัฐหย่อนยานในการคุมทุนผูกขาด)

เมื่อคลังสมองมีวิธีคิดแบบนี้ นโยบายที่ส่งต่อไปยังฝ่ายบริหารจึงกลายเป็นการสร้างแคมเปญรณรงค์แบบฉาบฉวย หรือการออกนโยบายสินเชื่อเพิ่มหนี้ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง มันคือการพาประเทศไปติดหล่มทางการคลัง

3. การประนีประนอมระหว่าง “ทุน-รัฐ-การเมือง” (The Unholy Trinity)

พรรคราชการในฐานะ Think Tank ไม่ได้คิดนโยบายเพื่อ “ท้าทายโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม” แต่คิดบนฐานของการ “ประนีประนอมและปันส่วนผลประโยชน์” ระหว่าง:

  1. นักการเมือง: ต้องการผลงานระยะสั้นเพื่อคะแนนเสียง (เช่น นโยบายกัญชา หรือ คนละครึ่งพลัส)

  2. พรรคราชการ: ต้องการรักษาอำนาจการจัดสรรงบประมาณและการควบคุมเชิงพื้นที่

  3. กลุ่มทุนขนาดใหญ่: ต้องการหลักประกันว่านโยบายรัฐจะไม่กระทบต่อสัมปทานหรือโครงสร้างกึ่งผูกขาด (เช่น พลังงาน หรือ ค้าปลีก)

ปัญญาของพรรคราชการจึงเป็น “ปัญญาเชิงเทคนิคในการรักษาอำนาจ” แต่เป็น “ความเบาปัญญาในการพัฒนาประเทศ” เพราะมันขาดมิติของความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง

ข้อสังเกตเพิ่มเติม:

พรรคอื่นอาจมี Think Tank เป็นนักวิชาการจบนอกหรือเทคโนแครตระดับสูงที่มี “ไอเดียหรูหรา” แต่จุดตายคือพวกเขาไม่มี “ขาหยั่ง” หรือกลไกการนำนโยบายไปปฏิบัติในพื้นที่จริง (Implementation Gap) ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคราชการ แม้ไอเดียเชิงนโยบายจะถูกมองว่าไร้นวัตกรรมหรือเบาปัญญาในเชิงยุทธศาสตร์ชาติ แต่พวกเขามี “กลไกที่ทรงพลังที่สุดในการแปลงงบประมาณให้เป็นคะแนนเสียงและรักษาฐานอำนาจ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบการเมืองไทยปัจจุบัน