การสถาปนา “อำนาจที่เหนือกว่าจารีต”

https://youtube.com/shorts/2X-gn-Hfegk?feature=share

ในสังคมไทย พิธีกรรมบวงสรวงศาลหลักเมืองคือ “พิธีกรรมเชิงอำนาจของรัฐและจารีต” ที่คนทั่วไปหรือผู้แต่งกายต้องสยบยอมต่อกฎระเบียบของสถานที่ ระบอบเนทินต้องการสถาปนา “อำนาจที่เหนือกว่าจารีต”เดิมๆของสังคมไทย ส่งสารทางสัญลักษณ์ว่า “กติกา/จารีตเดิม ทำอะไรเขาไม่ได้”เป็นการแสดงออกถึง “อำนาจที่สถาปนาขึ้นใหม่” ที่ไม่ต้องสยบยอมต่อระบบกรอบระเบียบแบบเดิมๆ แต่เป็นฝ่ายเข้าไปกำหนดบรรยากาศ หรือแม้กระทั่ง “กลืน” พิธีกรรมนั้นให้กลายเป็นเพียงพื้นที่ของสโมสรและเครือข่ายของตนเองเท่านั้นเอง หรือประเทศนี้ก้เป็นเพียงเครือข่ายในอุ้งมือของตนเองเท่านั้น สังคมทำได้แค่ “วิจารณ์ในโซเชียล” แต่ไม่สามารถสร้างผลกระทบจริงใดๆ ได้ นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของอำนาจในมือเขา พฤติกรรมดังกล่าว เป็นผลผลิตของ “ความมั่นใจในอำนาจเชิงโครงสร้าง” ในมือของตยเอง

ประเด็นให้ฉุกคิดเชิง “สัญลักษณ์วิทยา” (Semiotics) และ “มนุษย์วิทยาการเมือง” อย่างมากครับ เพราะตัวละครระดับนายเนวิน ชิดชอบ ไม่ใช่ข้าราชการหรือนักการเมืองธรรมดา แต่เป็น “ผู้เล่นระดับยุทธศาสตร์” ที่เคลื่อนไหวผ่านทุน สโมสรฟุตบอล และสัญลักษณ์ทางอำนาจมาโดยตลอด

หากวิเคราะห์การแสดงออกผ่าน กางเกงขาสั้นในพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง สามารถมองผ่าน 3 ฉากทัศน์เชิงอำนาจและวัฒนธรรมได้ดังนี้ครับ:

1. การสถาปนา “อำนาจที่เหนือกว่าจารีต” (Power Beyond Tradition)

ในสังคมไทย พิธีกรรมบวงสรวงศาลหลักเมืองคือ “พิธีกรรมเชิงอำนาจของรัฐและจารีต” ที่คนทั่วไปหรือผู้แต่งกายต้องสยบยอมต่อกฎระเบียบของสถานที่

  • การใส่กางเกงขาสั้น: ในมุมหนึ่งไม่ใช่แค่ความ “พลั้งเผลอ” หรือ “ไม่รู้กาลเทศะ” แต่มันคือการส่งสารทางสัญลักษณ์ (Symbolic Message) ว่า “กติกา/จารีตเดิม ทำอะไรเขาไม่ได้”

  • เป็นการแสดงออกถึง “อำนาจที่สถาปนาขึ้นใหม่” (New Established Power) ที่ไม่ต้องสยบยอมต่อระบบกรอบระเบียบแบบเดิมๆ แต่เป็นฝ่ายเข้าไปกำหนดบรรยากาศ หรือแม้กระทั่ง “กลืน” พิธีกรรมนั้นให้กลายเป็นเพียงพื้นที่ของสโมสรและเครือข่ายของตนเอง

2. การ “ท้าทาย/หักหน้า” มาตรฐานทางสังคม (Transgression of Norms)

ที่คุณตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ “หักหน้า” หรือ “แก้แค้นสังคม” นั้น ในทางสังคมวิทยาการเมืองเรียกว่า Political Transgression หรือการตั้งใจฝ่าฝืนบรรทัดฐานเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของสังคม:

  • การทดสอบแรงต้าน (Stress Test): เป็นการลองเชิงว่า สังคมและหน่วยงานกำกับดูแลในพื้นที่จะกล้าตั้งคำถามหรือลงโทษเขาหรือไม่ หากสังคมทำได้แค่ “วิจารณ์ในโซเชียล” แต่ไม่สามารถสร้างผลกระทบจริงใดๆ ได้ นั่นเท่ากับเป็นการยืนยันความแข็งแกร่งของอำนาจในมือเขา

  • การสร้างความชินชา (Desensitization): ทำให้สังคมค่อยๆ ยอมรับสภาวะที่ผู้มีอำนาจระดับนี้สามารถอยู่ “เหนือระเบียบปฏิบัติทั่วไป” ได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติในที่สุด

3. การแสดงสถานะ “เจ้าของพื้นที่/ผู้คุ้มครอง” ในคราบวงการกีฬา

การนำทีมฟุตบอลและสโมสรระดับหมื่นล้านไปทำพิธีบวงสรวงในพื้นที่จังหวัดอื่น (นครศรีธรรมราช) โดยวางบุคลิกแบบ “นายใหญ่/ครูใหญ่” ที่ใส่ชุดลำลองในขณะที่คนอื่นแต่งกายเต็มยศ

  • เป็นการสื่อสารเชิงภาพจำว่า “สโมสรและตัวเขาคือศูนย์กลาง” ไม่ใช่พิธีกรรมหรือสถานที่ที่เป็นศูนย์กลาง

  • สไตล์การแต่งกายแบบ “ชิลๆ/ไม่แคร์กรอบ” ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อสร้างภาพลักษณ์ความคล่องตัว ความเป็นกันเองกับแฟนบอล แต่ในทางกลับกัน เมื่อนำมาใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ มันจึงกลายเป็นการเบียดขับความสำคัญของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เดิมให้กลายเป็นเพียง “ฉากหลัง” ของการเดินทางมาของสโมสรเท่านั้น

บทสรุปเชิงวิเคราะห์:

พฤติกรรมดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากความเจตนา “แก้แค้น” สังคมตรงๆ แต่เป็นผลผลิตของ “ความมั่นใจในอำนาจเชิงโครงสร้าง” (Structural Overconfidence) ที่ถูกสะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งอำนาจทางการเมือง เครือข่ายคอนเนกชัน และอำนาจทางทุนกีฬา การใส่กางเกงขาสั้นลงประกอบพิธีจึงเป็นภาพสะท้อนของการ “สร้างสภาวะยกเว้น” (Exception) ให้กับตัวเอง ว่าตนเองอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์และจารีตที่ประชาชนคนธรรมดาต้องยึดถือ