การสอนด้อยคุณภาพ กับการ “โยนความผิดให้เหยื่อ”

กระแสนักศึกษาใช้ AI ในการเรียน กังวลจะทำให้นักศึกษาด้อยคุณภาพ พะน๊าเจ้าค้าเอ้ย การโทษเด็กว่า “ใช้ AI จนทำงานไม่เป็น” แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “โยนความผิดให้เหยื่อ” เพื่อปกปิดความล้มเหลวของ ระบบการศึกษาไทยที่หมดอายุ ข้อสอบแบบท่องจำและสรุปเนื้อหา: มหาวิทยาลัยจำนวนมากยังคงออกแบบข้อสอบ การบ้าน หรือรายงานประเภท “จงอธิบาย…”, “จงสรุป…”, หรือ “จงหาความหมายของ…” ซึ่งเป็นงานระดับต้นของ จำ-เข้าใจ งานประเภทนี้คือสิ่งที่ Generative AI ทำได้ดีที่สุดในเวลาไม่กี่วินาที การที่อาจารย์ออกโจทย์แบบเดิม แล้วตกใจที่นักศึกษาใช้ AI ทำมาส่ง จึงเป็นเพราะ “วิธีการวัดผลของระบบมันล้าหลังจน AI พิชิตได้ง่ายดาย” ไม่ใช่เพราะ AI ฉลาดเกินไป แต่เพราะการสอนมันตื้นเขินเกินไป
การโทษเด็กว่า “ใช้ AI จนทำงานไม่เป็น” แท้จริงแล้วเป็นเพียงการ “โยนความผิดให้เหยื่อ” (Blaming the Victim) เพื่อปกปิดความล้มเหลวของ ระบบการศึกษาไทยที่หมดอายุ

เมื่อมองผ่านกรอบ มนุษยวิทยาการศึกษา และ นิเวศวิทยาการเมืองของการเรียนรู้ ปรากฏการณ์ “นักศึกษาเจน AI ส่งงานก๊อปวาง” สะท้อนความบิดเบี้ยวของระบบการสอน 4 มิติหลักดังนี้:

1. โจทก์วัดผลยังล้าสมัย แต่กลับคาดหวังผลลัพธ์ยุคใหม่ (Outdated Pedagogy vs. Modern Tools)
ข้อสอบแบบท่องจำและสรุปเนื้อหา: มหาวิทยาลัยจำนวนมากยังคงออกแบบข้อสอบ การบ้าน หรือรายงานประเภท “จงอธิบาย…”, “จงสรุป…”, หรือ “จงหาความหมายของ…” ซึ่งเป็นงานระดับต้นของ Bloom’s Taxonomy (จำ-เข้าใจ)

AI คือคำตอบที่ตรงกับโจทย์เก่า: งานประเภทนี้คือสิ่งที่ Generative AI ทำได้ดีที่สุดในเวลาไม่กี่วินาที การที่อาจารย์ออกโจทย์แบบเดิม แล้วตกใจที่นักศึกษาใช้ AI ทำมาส่ง จึงเป็นเพราะ “วิธีการวัดผลของระบบมันล้าหลังจน AI พิชิตได้ง่ายดาย” ไม่ใช่เพราะ AI ฉลาดเกินไป แต่เพราะการสอนมันตื้นเขินเกินไป

2. วัฒนธรรม “เรียนเพื่อส่ง ให้จบๆ ไป” (Educational Alienation)
การศึกษาที่ไม่ยึดโยงกับความเป็นจริง: เมื่อบทเรียนในห้องเรียนไม่เคยเชื่อมโยงกับบริบทสังคม โครงสร้างอำนาจ หรือการแก้โจทย์ชีวิตจริง นักศึกษาจึงมองการทำรายงานเป็นเพียง “พิธีกรรมทางเอกสารเพื่อแลกเกรด”

ปฏิกิริยาตอบสนองเชิงพฤติกรรม: ในเมื่อระบบไม่ได้สอนให้คิด วิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) หรือตั้งคำถามกับโครงสร้าง แต่เน้นการส่งงานให้ครบตามแบบฟอร์ม นักศึกษาจึงใช้เทคโนโลยีมาลดต้นทุนเวลาของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อให้ผ่านพิธีกรรมส่งงานนั้นไป

3. อาจารย์และระบบที่ไม่ยอมก้าวข้าม “ผู้กุมความรู้” (Authority Hegemony)
ยึดติดบทบาทเดิม: ระบบการศึกษายังติดหล่มกับภาพอาจารย์คือ “ผู้รู้ดีที่สุด” ที่คอยป้อนเนื้อหา แล้วให้นักศึกษาท่องกลับมาตอบ พอเห็นเด็กใช้ AI จึงมองว่าเป็น “การโกง” แทนที่จะมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเครื่องมือ

ละเลยการสอนทักษะระดับสูง: ระบบไม่ยอมอัปเกรดอาจารย์ให้สอนทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้ เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Literacy), การประเมินความอคติของ AI, การตั้งโจทย์เชิงจริยธรรม, หรือการลงพื้นที่เพื่อปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์และชุมชนจริง

4. การผลิตซ้ำ “แรงงานป้อนระบบ” ที่ไร้ศักยภาพ (Institutional Failure)
สื่อมักจะปาดหน้าเค้กด้วยหัวข้อดราม่าอย่าง “เด็กยุคนี้ใช้ AI จนทำงานจริงไม่เป็น” แต่กลับละเลยที่จะถามว่า “แล้วเหตุใด 4 ปีในมหาวิทยาลัย ถึงไม่เคยสอนให้เด็กทำงานจริงตั้งแต่แรก?”

มหาวิทยาลัยปล่อยให้กระบวนการเรียนการสอนอยู่ในเซฟโซนของกระดาษและสไลด์บรรยาย เมื่อเด็กจบออกไปแล้วทำงานไม่เป็น จึงไม่ใช่เพราะ AI ทำลายเด็ก แต่เพราะระบบการศึกษาไทยผลิต “บัณฑิตสายท่องจำ” มาตั้งแต่ก่อนจะมี AI เสียอีก เพียงแต่ AI เข้ามาเปลือยความจริงนี้ให้เห็นชัดขึ้นและเร็วขึ้นเท่านั้น

บทสรุป
ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การที่เด็กใช้ AI แต่คือ “ระบบการศึกษายังคงออกโจทย์ระดับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ในยุคที่มี AI อยู่ในมือเด็ก”

ตราบใดที่กระบวนการสอนไม่เปลี่ยนจากการ “ป้อนเนื้อหาให้จำแล้วนำมาตอบ” ไปสู่การ “วิพากษ์โครงสร้าง ตั้งคำถามเชิงลึก และแก้โจทย์จริงในสังคม” มหาวิทยาลัยก็จะเป็นเพียงโรงงานปั๊มปริญญาที่ล้าสมัย และผลักภาระความสูญเสียทั้งหมดไปให้เด็กจบใหม่รับกรรมดังเดิม