การแปลงสวัสดิการรัฐเป็น Capability ของกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย

การนำแนวคิด Capability Approach (แนวคิดฐานสมรรถนะ/ความสามารถ) ของ Amartya Sen มาวิเคราะห์สวัสดิการแห่งรัฐของไทยสำหรับกลุ่มเปราะบาง เป็นการมองข้ามเพียงแค่ “จำนวนเงินหรือสิ่งของ” ที่รัฐมอบให้ (Resources) แต่เจาะลึกไปถึง “การแปลงทรัพยากรเหล่านั้นให้เป็นความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า” (Conversion into Functionings and Capabilities)

1. กรณีศึกษา: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (State Welfare Card) กับโครงการพัฒนาทักษะอาชีพ

บริบท: รัฐให้เงินช่วยเหลือผ่านบัตรฯ (ทรัพยากร) และมีมาตรการบังคับกลายๆ หรือจูงใจให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี เข้ารับการฝึกอบรมอาชีพเพื่อแลกกับเงินในบัตรที่เพิ่มขึ้น

การวิเคราะห์ผ่าน Capability Approach:

  • เป้าหมายการแปลงสภาพ (Intended Conversion): รัฐต้องการแปลง “สวัสดิการ” ให้เป็น “ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพ (Earning Capability)”
  • ข้อจำกัดของ Conversion Factors (ปัจจัยที่เป็นอุปสรรค):
    • ปัจจัยส่วนบุคคล (Personal): กลุ่มเปราะบางจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ หรือผู้มีข้อจำกัดทางร่างกาย การฝึกอาชีพที่รัฐจัดให้ (เช่น ทำขนม นวดแผนไทย) อาจไม่สอดคล้องกับสภาพร่างกาย
    • ปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ (Socio-economic): เมื่อฝึกอาชีพเสร็จ ขาดการสนับสนุนด้านแหล่งทุน (Microfinance) หรือตลาดรองรับสินค้า ทำให้ “ทักษะ” ที่ได้มา ไม่สามารถแปลงเป็น “รายได้” ได้จริง
  • บทสรุปของกรณีนี้: ทรัพยากร (การฝึกอาชีพ) ไม่ถูกแปลงเป็น Capability อย่างสมบูรณ์ เพราะขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย ผู้คนมีทางเลือก (Freedom) เพิ่มขึ้นในเชิงทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง

2. กรณีศึกษา: เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด (600 บาท/เดือน)

บริบท: การให้เงินอุดหนุนแก่เด็กในครอบครัวยากจนตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี

การวิเคราะห์ผ่าน Capability Approach:

  • การแปลงสภาพที่เกิดขึ้นจริง: เงิน 600 บาท (Resources) ถูกแม่หรือผู้ดูแลแปลงเป็นโภชนาการ (นม อาหาร) และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งสร้าง “Capability ทางโภชนาการและพัฒนาการทางสมอง” ให้กับเด็ก
  • จุดอ่อนของการแปลงสภาพ:
    • เงินจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ ทำให้ในครอบครัวที่เปราะบางที่สุด เงินอาจถูกดึงไปใช้เพื่อความอยู่รอดของคนในครอบครัว (เช่น ซื้อข้าวสารให้ผู้ใหญ่) ทำให้ทรัพยากรไปไม่ถึงการพัฒนาสมรรถนะของเด็กอย่างเต็มที่
    • การกำหนดเงื่อนไขการคัดกรอง (Targeting) ทำให้เด็กยากจนตกหล่นกว่า 30% ซึ่งหมายถึงการถูกตัดโอกาสในการสร้าง Capability ตั้งแต่จุดเริ่มต้น (Lack of Basic Functionings)

3. กรณีศึกษา: เบี้ยความพิการ และการจ้างงานตามมาตรา 33, 35

บริบท: รัฐให้เบี้ยความพิการ (800-1,000 บาท/เดือน) และมีกฎหมายบังคับให้สถานประกอบการจ้างงานคนพิการ (ม.33) หรือให้สัมปทานพื้นที่/ฝึกอาชีพ (ม.35)

การวิเคราะห์ผ่าน Capability Approach:

  • เบี้ยความพิการ (Basic Resource): จำนวนเงิน 800 บาท ไม่เพียงพอที่จะแปลงเป็น “ความสามารถในการดำรงชีวิตอิสระ (Independent Living)” โดยเฉพาะเมื่อคนพิการมีต้นทุนชีวิตที่สูงกว่าคนทั่วไป (Cost of Disability) เช่น ค่าเดินทางแบบพิเศษ
  • การจ้างงาน (Employment Capability):
    • มาตรา 35 ที่ให้สิทธิในการจัดพื้นที่ขายของหรือให้ทุนประกอบอาชีพ เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้าง Capability เพราะให้อำนาจคนพิการในการเลือกอาชีพที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง (Freedom of Choice)
    • แต่ ปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ (Environmental Factors) เช่น ระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เอื้ออำนวย (Wheelchair เข้าไม่ถึง) กลายเป็นคอขวดสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้คนพิการนำทักษะของตนออกไปทำงานหรือมีส่วนร่วมทางสังคมได้ (Capability Deprivation)

สรุปบทเรียน: ทำอย่างไรให้สวัสดิการไทยสร้าง Capability ได้จริง?

  1. ต้องปรับปรุง “ปัจจัยแปลงสภาพ” (Conversion Factors): การให้เงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ถ้าให้เงินคนพิการ ต้องทำขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงได้ด้วย ถ้าสอนอาชีพคนจน ต้องหาตลาดและแหล่งทุนให้ด้วย
  2. ขยับจาก Targeted สู่ Universal: การที่ระบบสวัสดิการไทยส่วนใหญ่เป็นการ “พิสูจน์ความจน” ทำให้เกิดคนตกหล่น การให้สวัสดิการถ้วนหน้า (Universal) เช่น บำนาญถ้วนหน้า หรือ เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า จะเป็นการการันตีฐานรากของ Capability ให้กับพลเมืองทุกคนโดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  3. เน้นเรื่อง Agency และ Freedom: สวัสดิการที่ดีไม่ควรกำหนดเส้นทางชีวิตแบบตายตัว (เช่น บังคับอบรมอาชีพที่เขาไม่อยากทำ) แต่ควรให้ทรัพยากรในรูปแบบที่กลุ่มเปราะบางมีอิสระที่จะเลือกออกแบบชีวิตและหาทางออกจากความยากจนในบริบทของตนเอง