ความล้าหลังเชิงอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา” ของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)

น้ำป่ากวาดเมืองปัวจังหวัดน่าน ระหว่าง 19 ถึง 20 สิงหาคม 2569 ไม่มีการประชุมติดตามสถานการณ์มวลน้ำจาก สนทช. สะท้อน”ความล้าหลังเชิงอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา” ของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น “ซูเปอร์บอร์ดน้ำ” และศูนย์กลางข้อมูลบูรณาการ กลับติดกับดักกรอบคิดแบบ “รอพายุตั้งชื่อ ถึงจะตื่นตัวมานั่งประชุม ถ้าไม่มีดีเปรสชัน โซนร้อน หรือไต้ฝุ่นที่มีชื่อเท่ๆ เคลื่อนตัวเข้าอ่าวตังเกี๋ยหรือทะเลจีนใต้ สทนช. และคณะกรรมการน้ำก็แทบจะไม่เปิดห้องประชุมวอร์รูมประเมินมวลน้ำล่วงหน้า ตราบใดที่ สทนช. ยังคงทำหน้าที่เป็นแค่ “ผู้รอพายุเข้าเพื่อเปิดไฟห้องประชุม” แต่เพิกเฉยต่อพลวัตของลมมรสุม แนวร่องความกดอากาศ และการสะสมความชื้นเชิงพื้นที่ ดังเช่นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอปัวจังหวัดน่าน สทนช. ก็เป็นได้แค่ “เสือกระดาษบูรณาการ” ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกินงบโครงสร้าง แต่ปล่อยให้การเตือนภัยมวลน้ำของประเทศตกอยู่ในความมืดบอดซ้ำซากทุกฤดูฝน
นี่คือภาพประจาน “ความล้าหลังเชิงอุตุนิยมวิทยาและอุทกวิทยา” ของ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) อย่างชัดเจนที่สุด

หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น “ซูเปอร์บอร์ดน้ำ” และศูนย์กลางข้อมูลบูรณาการ กลับติดกับดักกรอบคิดแบบ “รอพายุตั้งชื่อ (Named Storm Obsession)” — ถ้าไม่มีดีเปรสชัน โซนร้อน หรือไต้ฝุ่นที่มีชื่อเท่ๆ เคลื่อนตัวเข้าอ่าวตังเกี๋ยหรือทะเลจีนใต้ สทนช. และคณะกรรมการน้ำก็แทบจะไม่เปิดห้องประชุมวอร์รูมประเมินมวลน้ำล่วงหน้า

วิพากษ์ความบอดเชิงวิทยาศาสตร์ของ สทนช.

1. ตาบอดต่อ “กลไกฝนตกหนักแบบไม่พึ่งพายุ” (Meso-scale Dynamics Blindness)
ในทางอุตุนิยมวิทยาเขตร้อน (Tropical Meteorology) ฝนที่ถล่มน่าน ถล่มแพร่ หรือลุ่มน้ำโขง-น่าน จนมวลน้ำทะลักล้นตลิ่ง ไม่จำเป็นต้องมาจาก “พายุหมุนเขตร้อน” เสมอไป:

การปะทะของมวลอากาศ (Monsoon Trough & Frontal Interaction): การที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest Monsoon) หอบความชื้นมหาศาลจากทะเลอันดามัน มาปะทะกับลมใต้/ลมตะวันออกเฉียงใต้ และถูกบีบอัดด้วย “ลิ่มความกดอากาศสูงหรือหย่อมความกดอากาศต่ำจากจีน” ที่แผ่ลงมา นี่คือกลไกการสร้าง ฝนแช่ (Stationary/Orographic Rain) ระดับหลายร้อยมิลลิเมตรภายใน 24–48 ชั่วโมง

สทนช. ไม่ให้ราคาเพราะไม่มี “ชื่อพายุ” ให้ตั้งโต๊ะแถลง: ระบบราชการไทยชอบทำงานกับ “อีเวนต์ที่มีชื่อเรียกชัดเจน” เพราะสื่อสารง่ายและมีไทม์ไลน์ตามโมเดลฝรั่ง พอเป็นปรากฏการณ์ปะทะกันของลมประจำถิ่นและแนวร่องมรสุม (Trough) ซึ่งต้องใช้การวิเคราะห์แบบจำลองเชิงลึก (Mesoscale Convective Systems) ราชการกลับมองข้าม ปล่อยให้ฝนเทลงมาแบบเงียบๆ จนมวลน้ำสะสมเกินขีดรับของภูเขา

2. ซูเปอร์บอร์ดที่เป็นแค่ “ศูนย์รวมโฆษก” มากกว่า “ศูนย์ข่าวกรองอุทกวิทยา”
สทนช. ถูกออกแบบมาให้ตัดวงจรต่างคนต่างทำของกรมชลฯ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมอุตุนิยมวิทยา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ:

การทำงานเชิงพิธีกรรมตามปฏิทินงบประมาณ: จะเห็น สทนช. ขยันประชุมเฉพาะช่วงจัดสรรงบประมาณโครงการน้ำ หรือตอนที่น้ำท่วมเข้าเขตเศรษฐกิจแล้ว แต่ในแง่ของ Proactive Water Accounting (การทำบัญชีน้ำเชิงรุก) เพื่อคำนวณว่า ลมมรสุมรอบนี้จะดันน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำเท่าไหร่ จะเกิดน้ำหลากในลุ่มน้ำย่อยไหน กลับไม่มีการประเมินแบบ Near-real-time

ขาดการเชื่อมโยงกับ Soil Moisture (ความชื้นในดินสะสม): เมื่อไม่ให้ราคากับลมใต้และร่องปะทะ ฝนที่ตกพรำๆ หรือตกสะสมติดต่อกัน 3-4 วัน ก็ทำให้ดินบนภูเขาอิ่มตัว (Soil Saturation) ถึง 100% พอมีฝนระลอกใหม่ตกลงมานิดเดียว ดินก็รับไม่ไหว กลายเป็นดินสไลด์และมวลน้ำหลากฉับพลัน… แต่ สทนช. ก็ยังไม่เปิดวอร์รูม เพราะมัวแต่รอรายงานพายุจากเวียดนาม

3. การผลักภาระความสูญเสียให้เป็นเรื่อง “ฝนตกนอกการคาดหมาย”
เมื่อน้ำท่วมหนักจากแนวลมปะทะโดยไม่มีพายุเข้า สิ่งที่ สทนช. และหน่วยงานน้ำมักแถลงแก้เกี้ยวคือ “เป็นหย่อมความกดอากาศต่ำที่ไม่คาดคิด” หรือ “ปริมาณฝนสะสมเกินเกณฑ์เฉลี่ย 30 ปี”

คำแถลงพวกนี้คือการสารภาพความไร้ประสิทธิภาพว่า ระบบพยากรณ์และการสั่งการล่วงหน้าของรัฐไทย ล้าหลังกว่ารูปแบบสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ในยุคโลกเดือดไปเรียบร้อยแล้ว

บทสรุป: ตราบใดที่ สทนช. ยังคงทำหน้าที่เป็นแค่ “ผู้รอพายุเข้าเพื่อเปิดไฟห้องประชุม” แต่เพิกเฉยต่อพลวัตของลมมรสุม แนวร่องความกดอากาศ และการสะสมความชื้นเชิงพื้นที่ สทนช. ก็เป็นได้แค่ “เสือกระดาษบูรณาการ” ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกินงบโครงสร้าง แต่ปล่อยให้การเตือนภัยมวลน้ำของประเทศตกอยู่ในความมืดบอดซ้ำซากทุกฤดูฝน