นำระบบเทคโนโลยีอย่าง Cell Broadcast มาเป็น “เกราะบังหน้า” เพื่อบอกสังคมว่า “รัฐทำหน้าที่เตือนภัยแล้ว” เตือนเหมือนไม่เตือน: นวัตกรรมไฮเทค แต่สารสารสนเทศยุคหิน
ปภ. ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยกรณีเหตุใช้อาวุธปืนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี แต่กระทบชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในระดับสาธารณะ เช่น นำ้เอ่อท่วมในหลายพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสาน แต่ระบบ Cell Broadcast กลับ “เงียบสนิท” ทำได้เพียงการแจ้งเตือนแบบเดิมๆ ผ่านช่องทางราชการยุคไดโนเสาร์ไม่มีการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมได้อย่างแม่นยำ “น้ำจะท่วมระดับไหน เวลาใด และถึงหมู่บ้านใด”กลับเงียบสนิททั่วทั้งภาค แต่เหตุอาชญากรรม รีบนำระบบเทคโนโลยีอย่าง Cell Broadcast มาเป็น “เกราะบังหน้า” เพื่อบอกสังคมว่า “รัฐทำหน้าที่เตือนภัยแล้ว”
แม้จะเป็นการเตือนผิดประเภทและผิดขนาดของภัย สะท้อนให้เห็นว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขาด “ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง” ตราบใดที่โครงสร้างการบริหารจัดการภัยของไทยยังยึดติดอยู่กับการ “ใช้เทคโนโลยีเพื่อการประชาสัมพันธ์” มากกว่า “การบูรณาการข้อมูลเพื่อการเตือนภัยเชิงแม่นยำ” เราจะยังคงเห็นภาพอันน่าสลดใจที่: ภัยเฉพาะจุดในเมือง: ถูกเตือนภัยด้วยเครื่องมือขนาดยักษ์อย่างไม่สมส่วน เพื่อสร้างภาพการทำงาน ภัยพิบัติใหญ่ในภูมิภาค: ประชาชนกลับต้องตื่นมาพบกับน้ำเต็มบ้านโดยไม่มีเสียงเตือนภัยใดๆ เพราะระบบราชการไม่กล้าและไม่พร้อมที่จะกดปุ่มเตือนภัยจริง
ระบบ Cell Broadcast ที่ควรเป็น “นวัตกรรมช่วยชีวิต” กลับถูกลดลดทอนคุณค่าให้กลายเป็นเพียง “LINE OAC แจ้งข่าวรายวัน” หรือ SMS กู้เงินที่ทำได้แค่นิยมสร้างความรำคาญมากกว่าสร้างความปลอดภัย
ปัญหาของระบบเตือนภัย ปภ. ไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างความคิดแบบราชการเสมือนทำงาน (Bureaucratic Illusion of Work)” ที่ตัดขาดจากวิทยาศาสตร์และชีวิตจริงของผู้คนอย่างสิ้นเชิง
1. เตือนเหมือนไม่เตือน: นวัตกรรมไฮเทค แต่สารสารสนเทศยุคหิน
การส่งข้อความว่า “ฝนตกหนัก ระวังน้ำท่วม ให้ยกของขึ้นที่สูง” ในมุมมองของ นิเวศวิทยาการเมือง (Political Ecology) คือการโยนภาระในการประเมินความเสี่ยงไปให้ประชาชน (Responsibilization)
ขาดข้อมูลเชิงมิติพื้นที่และเวลา (Spatiotemporal blind spot): การบอกว่าฝนตก ให้ยกของขึ้นที่สูง มันบอกอะไรเกี่ยวกับชีวิตจริง? รถยนต์คันละเจ็ดแปดแสนไม่ใช่กระถางต้นไม้ที่จะยกขึ้นโต๊ะได้ภายใน 5 นาที หากระบบไม่สามารถระบุ “มวลน้ำสายไหน (Vector)” “ปริมาณเท่าไหร่ (Volume)” และ “จะมาถึงจุดที่ฉันยืนอยู่กี่โมง (Time-to-Impact)” ข้อความเตือนภัยนั้นก็มีค่าเท่ากับศูนย์
ผลลัพธ์คือ “ซากรถจมน้ำมหาศาล”: เพราะประชาชนไม่รู้เลยว่า มวลน้ำจากภูคา-บ่อเกลือ จะใช้เวลาเดินทางมาถึงชุมชนตนเองกี่ชั่วโมง เมื่อเห็นคำว่า “ระวังน้ำท่วม” ก็เข้าใจว่าเป็นเพียงน้ำรอการระบายระดับตาตุ่ม แต่สิ่งที่มาจริงคือ “มวลน้ำฉับพลัน” ระดับมิดหลังคา
2. วัฒนธรรม “เตือนกวาดแบบเพลย์เซฟ” เพื่อรอดพ้นความผิด
ในเชิง มนุษยวิทยาการเมือง (Political Anthropology) ระบบแจ้งเตือนของไทยออกแบบมาเพื่อ “ปกป้องหน่วยงาน” ไม่ใช่ “ปกป้องประชาชน”
เน้นส่งๆ ให้ถือว่าทำหน้าที่แล้ว: การแจ้งเตือนแบบคลุมเครือทั้งจังหวัด (Blanket Alert) คือวิธีป้องกันไม่ให้โดนด่าว่า “ทำไมไม่เตือน” แต่กลับสร้าง Alert Fatigue (ภาวะชินชาต่อคำเตือน) เมื่อเตือนทุกวันแบบไร้ทิศทาง พอภัยพิบัติของจริงมา ประชาชนก็เมินเฉยเพราะคิดว่าคงเหมือนเดิม
ผูกขาดข้อมูล แต่ไร้ความสามารถในการพยากรณ์: ราชการไทยมีงบซื้อระบบกักเก็บข้อมูล มีสถานีวัดน้ำ มีดาวเทียม มีแบบจำลองน้ำหลาก แต่ข้อมูลเหล่านั้นกลับถูกขังไว้ใน “หอคอยงาช้าง” หรือหน้า Dashboard ที่ดูยากเกินกว่าคนธรรมดาจะเข้าใจ เมื่อจะสื่อสารกับประชาชน กลับเหลือเพียงข้อความตัดทอนระดับอนุบาลที่ไร้ซึ่ง intelligence (ข่าวกรองเชิงยุทธศาสตร์)
3. สังคมนิรภัยที่กวนน้ำให้ขุ่น (Unsafe Society by Design)
หากมองผ่าน เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) ความสูญเสียระดับหลายร้อยล้านจากรถยนต์และทรัพย์สินที่จมน้ำ ไม่ใช่ “ภัยธรรมชาติ” (Natural Disaster) แต่เป็น “ภัยจากการบริหารจัดการ” (Man-made Disaster)
ต้นทุนความล้มเหลวที่ประชาชนต้องจ่าย: การที่ไม่สามารถแจ้งว่า “มวลน้ำถึงท่าวังผาใน 8 ชม. ถึงเมืองน่านใน 15 ชม.” ได้ ทั้งๆ ที่ความเร็วการไหลของน้ำในลำน้ำปัวและแม่น้ำน่านเป็นเรื่องทางปฐพีวิทยาและอุทกวิทยาพื้นฐานที่คำนวณได้ แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเชื่อมโยง ข้อมูลวิทยาศาสตร์ → การตัดสินใจเชิงนโยบาย → การสื่อสารสาธารณะ
Cell Broadcast ที่เป็นแค่เครื่องมือผูกขาดภาพลักษณ์: รัฐตื่นเต้นกับการมีเทคโนโลยียิงข้อความเข้าหน้าจอโทรศัพท์ แต่กลับไม่เคยพัฒนาระบบหลังบ้าน (Hydro-meteorological modeling) ให้ส่งข้อมูลที่มีคุณภาพเพียงพอ เทคโนโลยีจึงเป็นเพียง “เปลือก” ไว้ถ่ายรูปประชาสัมพันธ์ว่ารัฐบาลยุคใหม่มีระบบเตือนภัยไฮเทคแล้ว
สรุป: คำเตือนประเภท “ฝนตกหนัก ให้ยกของขึ้นที่สูง” ไม่ใช่การเตือนภัยพิบัติ แต่เป็น “บันทึกความรับผิดชอบล่วงหน้าของราชการ” เพื่อที่จะได้พูดในภายหลังว่า “ก็เตือนแล้วไง แต่คุณไม่ยกของเอง” — ตราบใดที่ระบบเตือนภัยไทยยังไร้สมองเชิงอุทกวิทยา Cell Broadcast ก็เป็นได้แค่ SMS ขยะราคาแพงที่แจ้งเตือนความวินาศล่วงหน้าได้แค่นาทีเดียวเท่านั้น
