วิทยาการสาธารณภัย By ดร.วัฒกานต์ ลาภสาร

การเข้ายึดครองรัฐ โดยกลุ่มทุนผูกขาดส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทย ผ่านกระบวนการที่กลุ่มผลประโยชน์เอกชนสามารถกำหนดกติกา ออกแบบกฎหมาย และสร้างนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนเองโดยตรง ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำในมิติต่างๆ ดังนี้:
1. การสะสมความมั่งคั่งที่ส่วนบนผ่านวาทกรรม Trickle-Down
รัฐมักออกแบบนโยบายภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจแบบไหลริน” (Trickle-Down Economics) ที่เชื่อว่าการทำให้กลุ่มทุนรวยขึ้นจะส่งผลดีต่อคนข้างล่าง แต่ในความเป็นจริง ความมั่งคั่งกลับกระจุกตัวอยู่เพียงด้านบน
2. การสร้างภาระแบบถดถอย (Regressive Burden) และการผลักภาระให้ปัจเจก
เมื่อนโยบายสาธารณะถูกออกแบบโดยกลุ่มทุน ปัญหาเชิงโครงสร้างจะถูกแปลงให้เป็นความรับผิดชอบของประชาชน (Responsibilization) ซึ่งกดทับคนที่อ่อนแอที่สุด
3. การปิดกั้นโอกาสของ SME และเกษตรกรรายย่อย
State Capture ทำให้เกิดกลไกที่เอื้อต่อการผูกขาดและตัดโอกาสของผู้เล่นรายย่อยในระบบเศรษฐกิจ
4. นโยบายที่ “ช่วยผิดคน” (Symbolic Policy)
นโยบายที่ดูเหมือนจะช่วยประชาชนมักถูกออกแบบมาเพื่ออุดหนุนกลุ่มทุนใหญ่ทางอ้อม
5. กับดักการพัฒนาและต้นทุนปัจจัยพื้นฐานที่สูง
ระบบผูกขาดทำให้ต้นทุนการผลิตในประเทศ (เช่น พลังงาน โลจิสติกส์ โทรคมนาคม) สูงกว่าที่ควรจะเป็นในตลาดเสรี สิ่งนี้ไม่เพียงแต่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน แต่ยังทำให้นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานผลิตไปยังประเทศที่มีโครงสร้างตลาดแข่งขันได้มากกว่า เช่น เวียดนามหรืออินโดนีเซีย ส่งผลให้โอกาสในการจ้างงานและพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวของไทยลดลง
สรุปได้ว่า State Capture คือรากเหง้าที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจของไทยดำรงอยู่และขยายตัวขึ้น เนื่องจากนโยบายไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม แต่เพื่อรักษาสถานะเดิม (Status Quo) และความมั่งคั่งของกลุ่มทุนที่กุมอำนาจกำหนดกติกาของรัฐไว้