พี่เป็นคนสั่ง น้องรับตังค์ 2500 ล้านบาท
ขณะที่ประชาชนยืนตากฝน-ตากแดดเข้าคิวเติมน้ำมันแพงลิตรละเกือบ 40 บาท
รองนายกฯ พิพัฒน์ – อดีตผู้บัญชาการศูนย์บริหารสถานการณ์น้ำมัน – กลับมี น้องชายแท้ ๆ ชื่อ พิทักษ์ รัชกิจประการ
ซึ่งเป็น CEO ของ PTG เจ้าของปั๊มน้ำมันหลายหมื่นแห่ง กำไรปีละ สองแสนล้านบาท
พิพัฒน์ใช้เกราะเดิมซ้ำ ๆ ว่า
“ลาออกจากตำแหน่งในบริษัทมา 20 ปีแล้ว ไม่มีอำนาจบริหาร”
แต่ความจริงคือ “สายเลือดตัดไม่ขาด”
ความมั่งคั่งของตระกูลรัชกิจประการ คือรากฐานอำนาจของ พรรคภูมิใจไทยในภาคใต้
และนโยบายสาธารณะหลายอย่าง ก็ถูกออกแบบมาให้ เอื้อธุรกิจต้นทุนของตระกูลตัวเอง อย่างบางตาเกินไป
ตัวอย่างชัดสุด:
ระหว่างที่รัฐบาลบอก “เรากำลังบริหารวิกฤต”
บริษัทพี่น้องกลับยิ้มรับ กำไรจากสต๊อกน้ำมันถึง 2,500 ล้านบาท
ซึ่งเกิดจาก “คำสั่งของพี่ชาย” โดยตรง
นี่ไม่ใช่แค่ผลประโยชน์ทับซ้อน
แต่มันคือ “สแกมเมอร์ในคราบนักบริหารนโยบาย”
และเป็นภาพสะท้อนของ ระบอบเนทิน + บ้านใหญ่ราชการ
ที่ทำงานเป็นระบบ:
-
ประชาชน – แบกรับค่าครองชีพ
-
รัฐบาล – โกหกว่ากำลังช่วย
-
เครือญาติ – นั่งนับเงินจากนโยบายที่ตัวเองเป็นคนออก
ความสัมพันธ์ระหว่างพิพัฒน์ รองนายกฯ อดีต ผอ.ศบก. กับคุณพิทักษ์ รัชกิจประการ CEO ของ PTG ที่มีปั๊มน้ำมันหลายหมื่น กำไรปีละสองแสนล้านบาท ซึ่งเป็นพี่น้องกัน
พิพัฒน์ย้ำเสมอว่า “ลาออกจากตำแหน่งในบริษัทมา 20 ปีแล้ว” และ “ไม่มีอำนาจบริหาร” เพื่อใช้เป็นเกราะกำบังทางกฎหมาย
ความจริง “สายเลือดตัดไม่ขาด” และความมั่งคั่งของตระกูลรัชกิจประการคือรากฐานอำนาจของพรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ การออกนโยบายที่ส่งผลดีต่อ “ธุรกิจต้นทุนตระกูล” จึงทำให้มองได้ว่าเป็นสแกมเมอร์ในคราบนักบริหารนโยบายสาธารณะอย่างชัดเจน
กรณีนี้คือภาพสะท้อนของ “ระบอบเนทิน” และ “บ้านใหญ่ราชการ” ที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ:
ประชาชน: ยืนต่อคิวน้ำมันแพงและแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
รัฐบาล: สแกมประชาชนด้วยการบอกว่า “เรากำลังบริหารวิกฤต”
บริษัทเครือญาติ: นั่งยิ้มรับกำไรจากสต๊อกนำมัน 2,500 ล้านบาทที่เกิดจาก “คำสั่งของพี่ชาย”
