การใช้รถราชการนอกราชการ
การที่รถราชการของ กอ.รมน. ถูกนำไปใช้ในเหตุการณ์ลอบยิง สส. นราธิวาส ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มองข้ามได้ แต่เป็น “ภาพสะท้อนของโครงสร้างอุปถัมภ์” ที่ฝังรากลึกในระบบความมั่นคงไทย
การที่เจ้าหน้าที่ระดับนาวาเอกให้ “เพื่อน” ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ยืมรถราชการถึง 3 ครั้ง โดยมีการนำไปเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงให้มืดลงนั้น และนำมาคืนก่อนจะยืมไปก่อเหตุจริง เป็นจิ๊กซอว์ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการเตรียมการในเชิงพื้นที่และทรัพยากร ไม่อาจมองสะท้อนแค่ว่า “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ในมุมสิ่งแวดล้อมศึกษา ในพื้นที่ความมั่นคงสูง หลักการกำกับดูแล ระเบียบวินัยในการปฏิบัติราชการเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่ได้มีความเข้มงวดสูงดั่งที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจกัน การแบ่งปัน”ทรัพยากรของรัฐ”ให้เครือข่ายร่วมเข้ามามีส่วนใช้ประโยชน์ อาจถือเป็นเรื่องปกติ การเบียดบังทรัพยากรไปใช้ในทางที่ผิดจึงเป็นเรื่อง “ทำได้และอาจจะเคยชิน” ซึ่งเครือข่ายนั้น แม้จะไม่ใช่คนในระบบราชการอีกแล้วก็ตามก็เป็นเรื่องที่ทำได้และอาจจะเคยชิน
แล้วเงินภาษีปีละแสนกว่าล้านบาท ที่ กอรมน.ใช้คือเพื่อออกแบบระบบราชการที่เป็น “การบริหารจัดการเชิงอำนาจ” ที่เน้นตัวบุคคลมากกว่าหลักการ อย่างนั้นหรือ
การที่รถราชการของ กอ.รมน. ถูกนำไปใช้ในเหตุการณ์ลอบยิง สส. นราธิวาส ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่มองข้ามได้ แต่เป็น “ภาพสะท้อนของโครงสร้างอุปถัมภ์” ที่ฝังรากลึกในระบบความมั่นคงไทย ซึ่งผมขอวิพากษ์ใน 3 ประเด็นหลักดังนี้ครับ:
1. ความล้มเหลวของ “นิเวศแห่งความไว้วางใจ” (Trust Ecology)
การที่เจ้าหน้าที่ระดับนาวาเอกให้ “เพื่อน” (ซึ่งเป็นผู้ต้องหา) ยืมรถราชการถึง 3 ครั้ง โดยมีการนำไปเปลี่ยนฟิล์มกรองแสงให้มืดลงนั้น สะท้อนว่า “ความสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Ties) มีน้ำหนักเหนือระเบียบวินัย (Institutional Protocol)” ในพื้นที่ความมั่นคงสูง
-
วัฒนธรรม “พี่น้อง/พวกพ้อง”: ในบริบทมนุษยวิทยาการเมือง นี่คือตัวอย่างคลาสสิกของ Patron-Client Relation ที่ทหารหรือเจ้าหน้าที่มองว่า “ทรัพยากรของรัฐ” คือ “สมบัติส่วนตน” ที่จะแบ่งปันให้เครือข่ายได้
-
นิเวศของการละเลย: เมื่อความไว้วางใจระดับปัจเจกถูกใช้เป็นเครื่องมือทำลายหลักการกำกับดูแล (Governance) ทำให้ระบบการตรวจสอบความปลอดภัยของรถราชการกลายเป็นเพียง “พิธีกรรม” (Ritualization) ที่ไร้ผลจริง
2. วิกฤต “นิเวศแห่งการกดทับ” (Ecology of Oppression) ในพื้นที่ชายแดนใต้
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่มันตั้งอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ กอ.รมน. มีอำนาจเบ็ดเสร็จภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ:
-
อำนาจที่ไร้การตรวจสอบ: เมื่อหน่วยงานมีอำนาจล้นเกิน แต่กลไกการรับผิดชอบ (Accountability) ต่ำ การเบียดบังทรัพยากรไปใช้ในทางที่ผิดจึงเป็นเรื่อง “ทำได้และอาจจะเคยชิน”
-
การทำให้ความปลอดภัยเป็นเรื่องของการแสดง (Performance Governance): ในขณะที่หน่วยงานเน้นการตั้งด่านหรือตรวจตราคนในพื้นที่อย่างเข้มงวด แต่กลับปล่อยให้ทรัพยากรความมั่นคงเล็ดลอดไปอยู่ในมือ “คนกันเอง” สะท้อนว่า ระบบนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อ “การบริหารจัดการเชิงอำนาจ” ที่เน้นตัวบุคคลมากกว่าหลักการ
3. คำถามถึง “ระบบอุปถัมภ์” และ “ความจงใจ”
คำถามที่ว่า “คนให้ยืมไม่รู้เรื่องจริงหรือ” ในเชิงมนุษยวิทยาการเมือง ผมมองว่า “ความไม่รู้” เป็นข้ออ้างที่ใช้ปกป้องเครือข่ายอำนาจ การยืมรถไปติดฟิล์มมืดและนำมาคืนก่อนจะยืมไปก่อเหตุจริง เป็นจิ๊กซอว์ที่ชี้ให้เห็นว่ามีการเตรียมการในเชิงพื้นที่และทรัพยากร
-
หากจะวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมา นี่ไม่ใช่แค่ความสะเพร่าส่วนบุคคล แต่เป็น “วัฒนธรรมองค์กร” ที่มองว่าความผิดของคนกันเองคือสิ่งที่ “จัดการได้” (อาจด้วยการย้ายหรือการสอบวินัยภายในที่ดูเหมือนจริงจัง แต่ล่าช้าหรือขาดความโปร่งใสในสายตาประชาชน)
บทสรุปเชิงวิชาการ: เหตุการณ์นี้คือ “ความเสื่อมถอยทางนิเวศอำนาจ” ของ กอ.รมน. อย่างรุนแรง การจะแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรื้อถอนโครงสร้างอุปถัมภ์ที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐรู้สึกว่าตนเอง “อยู่เหนือกฎระเบียบ” เมื่อมีเส้นสายที่แข็งแกร่ง
