หลักสูตรภัยพิบัติ
การจัดหลักสูตรการจัดการภัยพิบัติ มีการกล่าวถึงบ่อยๆ ในการพัฒนาการจัดการภัยพิบัติ โดยมักกล่าวว่า ต้องบรรจุเป็นหลักสูตรการจัดการภัยพิบัติให้มีการเรียน การสอนในโรงเรียน ในสถาบันการศึกษา การดำเนินการดังกล่าว ยิ่งถ้าเป็นหลักสูตร เป็นโปรแกรมการศึกษามีความเป็นไปได้เฉพาะระดับบัณฑิตศึกษาเท่านั้น ระดับอื่นๆ เป็นไปได้แค่เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา
ในปัจจุบัน การสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับภัยพิบัติ มีสถานะเป็นอย่างไร
สถานะยังถือว่าขาดองค์ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องภัยพิบัติ หรือองค์ความรู้ ด้านภัยพิบัติแม้บุคลากรของหน่วยงานกลางด้านสาธารณภัยเอง ส่วนใหญ่ก็ยังขาดองค์ความรู้ แม้จะเป็นวิทยากรให้ความรู้ สร้างความเข้าใจกับประชาชน ก็ยังสามารถสร้างประสิทธิผลได้เพียงน้อยนิด แนวทางที่เป็นความจำเป็นเร่งด่วน คือ ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาตั้งศูนย์ศึกษาหรือศูนย์วิจัยภัยพิบัติขึ้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ภัยพิบัติ
แนวทางการจัดการศึกษาอื่นๆ นั้นมีลำดับความสำคัญ หรือความจำเป็นเร่งด่วน เรียงลำดับได้ ดังนี้
1.สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาจัดตั้งศูนย์ศึกษาภัยพิบัติหรือศูนย์วิจัยภัยพิบัติ
2.สร้างชุมชนพึ่งพาตนเองตนเอง
3.เสริมความรู้ด้านภัยพิบัติในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ด้านสังคมวิทยา ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านวิศวกรรมศาสตร์
4.สร้างกระแสสังคมด้านลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ จากแรงบันดาลใจของบุคคล หรือองค์กร
บริบทของประเทศไทย ซึ่งเผชิญภัยพิบัติบ่อยครั้ง (น้ำท่วม ดินถล่ม แผ่นดินไหว พายุ ฯลฯ) และยังมีช่องว่างเรื่ององค์ความรู้ที่ชัดเจน
สถานะปัจจุบันของการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชน
จากข้อมูลที่มี:
- ยังขาดองค์ความรู้อย่างมาก โดยเฉพาะในระดับประชาชนและแม้แต่บุคลากรหน่วยงานรัฐบางส่วน การศึกษาหลายชิ้นชี้ว่าความตระหนักรู้และการรับรู้ความเสี่ยงยังต่ำ โดยเฉพาะในชุมชนท้องถิ่น แม้จะมีคู่มือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) หรือโครงการฝึกอบรม แต่การกระจายและประสิทธิผลยังจำกัด
- โรงเรียนมีแนวทางการจัดการภัยพิบัติในสถานศึกษา (เช่น แผนโรงเรียนปลอดภัย) แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นการซ้อมภัยพื้นฐาน ไม่ใช่การสร้างองค์ความรู้เชิงลึกหรือทักษะการลดความเสี่ยงระยะยาว
- ในระดับอุดมศึกษา มีความก้าวหน้าบ้าง เช่น หลักสูตรที่จุฬาฯ (Risk and Disaster Management), มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CENDiM – ศูนย์วิจัยการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (NadRec – ศูนย์วิจัยภัยพิบัติภาคใต้), และ AIT ที่มีโปรแกรม DPMM แต่ยังไม่ครอบคลุมและกระจายตัวพอที่จะสร้าง “องค์ความรู้พื้นฐาน” ระดับชาติได้
โดยรวม สถานะยังอยู่ในขั้น “ดำเนินการกระจัดกระจาย” มากกว่า “ระบบนิเวศองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง” ซึ่งสอดคล้องกับที่คุณกล่าว
ความเห็นต่อลำดับความสำคัญที่คุณเสนอ
ลำดับของคุณสมเหตุสมผลดี โดยเฉพาะการเริ่มจากฐานความรู้ (ระดับอุดมศึกษา) ก่อนค่อยขยายลงสู่ชุมชนและสังคมกว้าง:
- สถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งศูนย์ศึกษาหรือวิจัยภัยพิบัติ เห็นด้วยมากที่สุด นี่คือจุดเริ่มต้นที่เร่งด่วนจริง เพราะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ งานวิจัยตามบริบทไทย (ไม่ใช่ copy from ต่างประเทศล้วนๆ) และผลิตบัณฑิต/วิทยากรที่มีคุณภาพ ศูนย์ที่มีอยู่ควรได้รับการสนับสนุนให้ขยายเครือข่าย (เช่น TNDR Network) และเชื่อมโยงกับนโยบายชาติมากขึ้น
- สร้างชุมชนพึ่งพาตนเอง สำคัญมากและควรขนานกันไปกับข้อ 1 ชุมชนคือแนวหน้าในการรับมือภัยพิบัติ การสร้าง resilience ระดับชุมชน (เช่น ระบบเตือนภัยชุมชน, แผนรับมือท้องถิ่น, ความรู้พื้นฐานด้านการเกษตร/สิ่งแวดล้อม) ให้ผลลัพธ์เร็วและยั่งยืนกว่า top-down ล้วนๆ
- เสริมความรู้ในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง (สังคมวิทยา กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม) ดีและควรทำควบคู่ ไม่จำเป็นต้องมีหลักสูตรเต็มรูปแบบในทุกระดับ แต่การ mainstreaming เข้าไปในหลักสูตรเดิมจะสร้าง “วัฒนธรรมความเสี่ยงต่ำ” ในสังคมได้กว้างขวาง เช่น วิศวกรรมควรสอนเรื่องโครงสร้างทนภัย, เศรษฐศาสตร์สอนเรื่อง cost-benefit ของการลดความเสี่ยง, กฎหมายสอนสิทธิและหน้าที่ชุมชน
- สร้างกระแสสังคมด้านลดความเสี่ยงจากแรงบันดาลใจบุคคล/องค์กร สำคัญแต่ควรเป็นผลลัพธ์จาก 1-3 หากฐานความรู้และชุมชนเข้มแข็ง กระแสสังคมจะเกิดเองได้ง่ายกว่า (ผ่านสื่อ โซเชียล ผู้นำชุมชน ฯลฯ) การพึ่งแรงบันดาลใจอย่างเดียวอาจไม่ยั่งยืนถ้าขาดองค์ความรู้รองรับ
ข้อเสนอเพิ่มเติมที่คิดว่าสมควรพิจารณา
- บูรณาการข้ามหน่วยงาน: ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยควรเชื่อมกับ ปภ., กรมอุตุฯ, ท้องถิ่น และเอกชน อย่างเป็นระบบ (ไม่ใช่แค่โครงการชั่วคราว)
- การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเปิด: เช่น แพลตฟอร์มข้อมูลเสี่ยงภัยแบบเรียลไทม์, AI สำหรับพยากรณ์, และแอปสำหรับประชาชน
- วัดผลและติดตาม: ต้องมีตัวชี้วัดชัดเจน เช่น % ประชาชนที่รู้วิธีรับมือ, จำนวนแผนชุมชนที่ใช้งานได้จริง, ลดความสูญเสียจากภัย
- บริบทไทย: เน้นภัยเฉพาะพื้นที่ (ภาคใต้=สึนามิ/พายุ, เหนือ=ดินถล่ม/แผ่นดินไหว, กลาง=น้ำท่วม) และผสมผสานความรู้พื้นถิ่น (indigenous knowledge) เข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
โดยสรุป ผมเห็นด้วยกับทิศทางของคุณ การจัดการภัยพิบัติต้องเริ่มจาก “ความรู้” เป็นฐาน ไม่ใช่แค่ “การตอบโต้” หลังเกิดเหตุ หากทำได้ดี จะช่วยลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้มหาศาล และยังเสริมความยั่งยืนของประเทศในยุค climate change ด้วย
0000000000000000000000000
