“กลไกการสถาปนาอำนาจซ้ำซ้อน” ของระบอบราชการยังจะคงอยู่

ไม่ทันไร หลังมีกลไกที่จะลดจำนวนข้าราชการ ก.พ.ก็ออกมาดิ้นพล่านซะแล้ว ออกมาเป็นหนังหน้าไฟให้กับระบอบรัฐราชการ ให้เหล่าปรสิตในรัฐราชการได้มั่นอกมั่นใจว่า “กลไกการสถาปนาอำนาจซ้ำซ้อน” ของระบอบราชการยังจะคงอยู่ ที่ทำไปก็ปาหี่หลอกประชาชนผู้เสียภาษีเลี้ยงดูพวกเราเท่านั้นแหละ ใจเย็นๆ พะน่ะ เราจะตัดเฉพาะ “คนทำงาน” แต่รักษา “ผู้คุมอำนาจ” ไว้เหมือนเดิม พวกเราจะสร้างกลไกใหม่ให้มีการ “ปั่นและขยายตำแหน่งยิบย่อย” (เช่น ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ทรงคุณวุฒิ, รองอธิบดี, ผอ.ระดับสูง) เพื่อเปิดช่องทางให้คนในระบบไต่เต้าขึ้นรับเงินประจำตำแหน่งและงบประมาณเหมือนเดิม ใจเย็นๆ พะน่ะ

ข่าวล่าสุดของสำนักงาน ก.พ. (6 ก.ย. 2569) ที่แจงว่า “ชะลอกำหนดตำแหน่ง ไม่ใช่เบรกเลื่อนระดับสูงขึ้น ชี้มีกรอบอัตราอยู่แล้ว” ยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตของคุณอย่างชัดเจนว่า นี่คือปรากฏการณ์ “ระบบหัวโตแต่ตัวลีบ” ที่แท้จริง
ชำแหละความย้อนแย้ง: ทำไมถึงถูกมองว่าเป็น “ปาหี่”?

1. ตัดเฉพาะ “คนทำงาน” แต่รักษา “ผู้คุมอำนาจ”
แนวคิดการชะลอบรรจุหรือลดอัตรากำลัง มักไปตกอยู่กับข้าราชการระดับปฏิบัติการ (เช่น ครู เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักวิชาการหน้างาน)
แต่ในระดับบริหารและเชี่ยวชาญพิเศษ กลับมีการ “ปั่นและขยายตำแหน่งยิบย่อย” (เช่น ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ทรงคุณวุฒิ, รองอธิบดี, ผอ.ระดับสูง) เพื่อเปิดช่องทางให้คนในระบบไต่เต้าขึ้นรับเงินประจำตำแหน่งและงบประมาณ

2. การไม่เคยทบทวน “ภารกิจจริง” (Functional Review Failure)
รัฐราชการปฏิเสธการทำ Business Process Re-engineering (BPR) หรือการทบทวนว่าภารกิจใดหมดความจำเป็นในยุคดิจิทัลแล้วควรรวมหรือยุบทิ้ง
สิ่งที่ทำจึงเป็นเพียงการ “แช่แข็งตำแหน่งว่าง” แต่โครงสร้างกรม กอง และภารกิจซ้ำซ้อนยังคงอยู่ครบถ้วน ส่งผลให้งานเท่าเดิม (หรือมากขึ้น) ตกไปอยู่กับผู้ปฏิบัติงานที่เหลือน้อยลง ในขณะที่ยอดพีระมิดบริหารยังคงขยายตัวอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

3. AI และ e-Service ถูกใช้เป็น “ข้ออ้างในการลดคน” ไม่ใช่ “การลดงาน”
ฝ่ายนโยบายมักอ้างว่านำ AI และดิจิทัลมาใช้ จึงสามารถลดอัตรากำลังคนลงได้
แต่ในความเป็นจริง กระบวนงานและเอกสารทางกฎหมายยังถูกยึดติดอยู่กับระบบเดิม ผลลัพธ์คือ “งานปฏิบัติการไม่ลดลงจริง” แต่โครงสร้างระดับบนกลับได้อ้างผลงานดิจิทัลเพื่อสร้างตำแหน่งบริหารใหม่ๆ ขึ้นมาดูแลโครงการเทคโนโลยีเหล่านั้น

บทสรุปเชิงวิเคราะห์:
ตราบใดที่มาตรการของรัฐบาลและ ก.พ. เน้นเพียงการ “ควบคุมจำนวนตัวเลขข้าราชการรวม” โดยไม่แตะต้อง “โครงสร้างภารกิจและตำแหน่งระดับบน”

ผลลัพธ์จะไม่ใช่การปฏิรูปรัฐบาลให้คล่องตัวเพื่อประชาชน แต่คือการ “ผลักภาระงานให้ผู้ปฏิบัติงานหน้างานแบกหนักขึ้น” ในขณะที่งบประมาณค่าใช้จ่ายบุคลากรและเงินประจำตำแหน่งของระดับบริหารยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างย้อนแย้ง