นายทุนต้องการพื้นที่แลนด์บริดจ์เพื่ออะไร

ผู้อนุมัติโครงการต้องการเงินทอน นักลงทุนต้องการฐานอุตสาหกรรมที่่ไม่ต้องพึ่งพาช่องแคบมะละกา ฟังให้ดีนะครับ ฐานอุตสาหกรรมไม่ใช่ช่องทางสำรองขนถ่ายสินค้า ในช่วงต้นปี 2567 คณะผู้แทนจีนจากคุนหมิงและเฉิงตูได้เดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่แลนด์บริดจ์เพื่อประเมินโอกาสทางธุรกิจ
อุตสาหกรรมจีนที่น่าจะเข้ามา
หนึ่ง อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน & ปิโตรเคมี ทำไมต้อง SEC ไม่ใช่ EEC: น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางแล่นเข้า กลั่นแล้วส่งออกไม่ต้องง้อมะละกา ดีที่ซู๊ดไหมละ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ในดินแดนไทย = จีนมีฐานสำรองพลังงานนอกประเทศที่ปลอดภัยจากการปิดล้อม
สอง อุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราและปิโตรเคมีต้นน้ำ ทำไมต้อง SEC ไม่ใช่ EEC: ภาคใต้ตอนบน = แหล่งยางพาราของโลก ตั้งโรงงานในพื้นที่ผลิตวัตถุดิบ ประหยัดต้นทุนขนส่ง + ใช้สิทธิ์ยกเว้นกฎหมายสิ่งแวดล้อมใน SEC ไม่ต้องผ่านมะละกา ดีที่ซู๊ดในโลก
สาม อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน & Oleochemicals ทำไมต้อง SEC ไม่ใช่ EEC: จีนและอินเดียเป็นผู้นำเข้าปาล์มน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก นำเข้าปาล์มดิบจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย แปรรูปเป็นน้ำมันกินได้, ไบโอดีเซล, เคมีภัณฑ์ แล้วส่งออก ไม่ต้องผ่านมะละกา ดีที่ซู๊ดในโลก
สี่ อุตสาหกรรมเหล็กและโลหะ นำเข้าแร่เหล็กจาก อินเดีย, ออสเตรเลีย ถลุงและแปรรูป ส่งออก ไม่ต้องผ่านมะละกา ดีที่ซู๊ดในโลก
ห้า อุตสาหกรรม Solar Panel / Battery / EV Components สินค้าเหล่านี้มีกำแพงภาษีของต่างประเทศสูงมากเมื่อผลิตที่จีน บริษัทจีนจึงต้องการหลีกเลี่ยงภาษีอเมริกันบนสินค้าจีนโดยผลิต “Made in Thailand”
นักลงทุน ไม่ได้ต้องการช่องทางที่ต้องเสียเวลาขนถ่ายสินค้า
แต่ต้องการ ฐานอุตสาหกรรมที่อยู่ใน “ดินแดนพิเศษ” ที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทยยกเว้นให้ ขนาดแผ่นดินจีนยกไม่ยกเว้นให้ วิเศษไหมละมึง