สังคมพันลึกเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเปราะบางภัยพิบัติอย่างไร
ภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกิดจากมนุษย์เป็นความท้าทายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสังคมทั่วโลก การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่ทำให้สังคมหรือกลุ่มคนมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ในบริบทของการจัดการภัยพิบัติ แนวคิดเกี่ยวกับบทบาทของรัฐและภาคประชาสังคมได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิด “รัฐพันลึก” (Deep State) และ “สังคมพันลึก” (Deep Society) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำงานอยู่เบื้องหลังหรือคู่ขนานไปกับระบบราชการปกติ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง “สังคมพันลึก” กับ “ความเปราะบางภัยพิบัติ” โดยจะพิจารณาถึงบทบาทของสังคมพันลึกในการลดหรือเพิ่มความเปราะบางของสังคมต่อภัยพิบัติ รวมถึงข้อจำกัดและความท้าทายที่เกี่ยวข้อง
แนวคิด “รัฐพันลึก” และ “สังคมพันลึก”
รัฐพันลึก (Deep State)
แนวคิด “รัฐพันลึก” (Deep State) ได้รับการนำเสนอเพื่ออธิบายถึงกลุ่มอำนาจที่ไม่เป็นทางการซึ่งทำงานซ้อนอยู่กับรัฐปกติ โดยมีกฎเกณฑ์และลำดับชั้นของตนเอง และมักไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้แปลคำว่า Deep State เป็น “รัฐพันลึก” และอธิบายว่ากลุ่มนี้ประกอบด้วยทหาร ตำรวจ ตุลาการ และข้าราชการระดับสูง ที่มีเป้าหมายในการรักษาผลประโยชน์ของสถาบันหรือกลุ่มบุคคล โดยอาจมีการสร้างสถานการณ์วิกฤตเพื่อความมั่นคงของชาติ และสามารถสั่นคลอนรัฐปกติหรือนำไปสู่การรัฐประหารได้
อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ขยายความว่า รัฐพันลึกมีความเป็นสถาบันและการจัดองค์กรที่รัดกุมกว่าเครือข่ายไม่เป็นทางการทั่วไป แต่แตกต่างจากรัฐทางการตรงที่ไม่ต้องแสวงหาความชอบธรรมหรือรับผิดชอบต่อสังคม บทบาทของรัฐพันลึกคือการชี้นำและกำกับควบคุมรัฐที่มองเห็นได้โดยทั่วไป โดยที่ประชาชนอาจไม่ทันรู้ตัวหรือไม่พอใจให้เป็นเช่นนั้น
สังคมพันลึก (Deep Society)
ในทางตรงกันข้ามกับรัฐพันลึก “สังคมพันลึก” (Deep Society) เป็นแนวคิดที่เสนอโดย ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เพื่ออธิบายถึงเครือข่ายภาคประชาชน อาสาสมัคร และกลุ่มไม่เป็นทางการต่างๆ ที่ขับเคลื่อนการช่วยเหลือและตอบสนองในภาวะวิกฤต โดยมักทำงานอยู่นอกกรอบและคำสั่งของระบบราชการ ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ภัยพิบัติ เครือข่ายเหล่านี้อาจรวมถึงวิศวกรอาสา กลุ่มช่วยเหลือสัตว์ เว็บไซต์หรือกลุ่มไลน์ต่างๆ ที่มีการรวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
สังคมพันลึกแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการตอบสนองที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และเข้าถึงพื้นที่หรือกลุ่มคนที่ระบบราชการอาจเข้าไม่ถึงได้ทันท่วงที การทำงานของสังคมพันลึกสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของภาคประชาชนในการ “เผือก” ในทางบวก หรือการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมเมื่อเกิดวิกฤต
ความเปราะบางต่อภัยพิบัติ
“ความเปราะบาง” (Vulnerability) ในบริบทของภัยพิบัติ หมายถึงระดับความเสี่ยงของมนุษย์ ชุมชน หรือธรรมชาติที่จะได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความสามารถในการรับมือและปรับตัว ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเปราะบางมี 3 ประการหลัก ได้แก่ :
•Exposure (การเปิดรับต่อภัย): การที่บุคคลหรือชุมชนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ
•Sensitivity (ความอ่อนไหว): ระดับที่บุคคลหรือชุมชนจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
•Adaptive Capacity (ความสามารถในการปรับตัว): ศักยภาพของบุคคลหรือชุมชนในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติ
กลุ่มประชากรบางกลุ่มมีความเปราะบางต่อภัยพิบัติมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ เนื่องจากลักษณะเฉพาะ เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ วัฒนธรรม ศาสนา หรือความพิการ นอกจากนี้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม และสถาบัน ก็มีส่วนทำให้ความเปราะบางรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรที่มีทรัพยากรน้อย
ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ยังได้ชี้ให้เห็นถึง “ความเปราะบางของชนชั้นกลางในเมือง” ซึ่งมักพึ่งพาระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เช่น คอนโดมิเนียมและรถไฟฟ้า เมื่อระบบเหล่านี้ล้มเหลวจากภัยพิบัติ ชนชั้นกลางเหล่านี้อาจกลายเป็นผู้ไร้ที่อยู่และเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากขาดเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็งเหมือนชุมชนผู้มีรายได้น้อย
ความสัมพันธ์ระหว่าง “สังคมพันลึก” และ “ความเปราะบางภัยพิบัติ”
ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมพันลึกและความเปราะบางภัยพิบัติเป็นไปในลักษณะที่ซับซ้อน โดยสังคมพันลึกสามารถมีบทบาทสำคัญทั้งในการลดและสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสังคม
บทบาทของสังคมพันลึกในการลดความเปราะบาง
1.การตอบสนองที่รวดเร็วและยืดหยุ่น: ในสถานการณ์ภัยพิบัติ ระบบราชการอาจมีข้อจำกัดด้านขั้นตอนและระเบียบ ทำให้การตอบสนองล่าช้า สังคมพันลึกซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายอาสาสมัครและภาคประชาชนสามารถระดมทรัพยากรและให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่นกว่า ซึ่งช่วยลดความเสียหายและความเปราะบางในระยะแรกของภัยพิบัติ
2.การเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง: สังคมพันลึกมักมีเครือข่ายที่ใกล้ชิดกับชุมชนและสามารถเข้าถึงกลุ่มเปราะบางที่ภาครัฐอาจเข้าไม่ถึงได้ง่าย เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล การช่วยเหลือจากสังคมพันลึกจึงช่วยลดความเปราะบางของกลุ่มคนเหล่านี้ได้โดยตรง
3.การสร้างเครือข่ายช่วยเหลือในชุมชน: การทำงานของสังคมพันลึกเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดภัยพิบัติ ชุมชนที่มีเครือข่ายสังคมพันลึกที่เข้มแข็งจะมีความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวได้ดีกว่า
4.การเติมเต็มช่องว่างของระบบราชการ: สังคมพันลึกสามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ระบบราชการไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสื่อสาร การกระจายข้อมูล และการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็น
ข้อจำกัดและความท้าทายของสังคมพันลึก
แม้สังคมพันลึกจะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็มีข้อจำกัดและความท้าทายที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการลดความเปราะบาง:
1.ขาดการประสานงานที่เป็นระบบ: การทำงานของสังคมพันลึกมักเป็นไปอย่างไม่เป็นทางการและขาดการประสานงานที่เป็นระบบกับภาครัฐ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือช่องว่างในการช่วยเหลือได้
2.ขาดทรัพยากรที่ยั่งยืน: การพึ่งพาอาสาสมัครและการบริจาคอาจทำให้สังคมพันลึกขาดทรัพยากรที่ยั่งยืนในการดำเนินงานในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภัยพิบัติที่มีขนาดใหญ่หรือยืดเยื้อ
3.ขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง: แม้จะมีความกระตือรือร้น แต่บางครั้งสังคมพันลึกอาจขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการจัดการภัยพิบัติบางประเภท ซึ่งอาจนำไปสู่การช่วยเหลือที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ปลอดภัยได้
สังคมพันลึกกับการสะท้อนความเปราะบางของชนชั้นกลาง
กรณีศึกษาแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่ ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ยกมาเป็นตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าเมื่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของรัฐล้มเหลว ชนชั้นกลางในเมืองที่เคยคิดว่าตนเองมั่นคงกลับกลายเป็นกลุ่มที่เปราะบางอย่างยิ่ง การที่พวกเขาต้องพึ่งพาสังคมพันลึก เช่น กลุ่มอาสาสมัคร หรือแม้แต่กลุ่มที่ไม่เป็นทางการอย่างเว็บพนัน (ในแง่ของการกระจายข้อมูล) สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบราชการในการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในบริบทเมือง และเน้นย้ำถึงความสำคัญของเครือข่ายทางสังคมที่อยู่นอกเหนือจากกลไกของรัฐ
สรุปและข้อเสนอแนะ
“สังคมพันลึก” มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ “ความเปราะบางภัยพิบัติ” โดยทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการตอบสนองและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ระบบราชการมีข้อจำกัด อย่างไรก็ตาม สังคมพันลึกก็มีข้อจำกัดที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติและลดความเปราะบางของสังคม ควรมีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสังคมพันลึกอย่างเป็นระบบ โดยภาครัฐควร:
•เปิดพื้นที่และสนับสนุน: ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในการจัดการภัยพิบัติ
•ประสานงานและบูรณาการ: สร้างกลไกการประสานงานที่เป็นระบบระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายสังคมพันลึก เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ซ้ำซ้อน
•พัฒนาศักยภาพ: สนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาความเชี่ยวชาญให้กับอาสาสมัครและสมาชิกของสังคมพันลึก
•สร้างความตระหนักรู้: ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความเปราะบางในทุกระดับชั้นของสังคม รวมถึงความเปราะบางของชนชั้นกลางในเมือง เพื่อให้เกิดการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างรอบด้าน
การทำความเข้าใจและส่งเสริมบทบาทของสังคมพันลึกอย่างเหมาะสม จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการปรับตัวต่อภัยพิบัติได้อย่างยั่งยืน
