Risk ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของ Vulnerability

แนวคิดเดิม  Vulnerability = Risk + Sensitivity + Coping Capacity  ไม่ตรงกับกรอบใหม่ใน AR6  ที่ Risk ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของ Vulnerability แต่ Risk เกิดจาก

  • Hazard
  • Exposure
  • Vulnerability

ส่วน Vulnerability ประกอบด้วย

  • Sensitivity
  • Adaptive Capacity

กล่าวคือ

Risk

Hazard
Exposure
Vulnerability

Vulnerability

Sensitivity
Adaptive Capacity

1. วิวัฒนาการของกรอบคิด 3 ช่วง

TAR/AR4 (2001, 2007) — Vulnerability-centered framework
ในรายงานฉบับที่ 3 และ 4 ของ IPCC ความเปราะบางถูกกำหนดให้เป็นฟังก์ชันของการเผชิญ (exposure) ความอ่อนไหว (sensitivity) และขีดความสามารถในการปรับตัว (adaptive capacity) พูดง่ายๆ คือ Exposure ถูก “บรรจุอยู่ภายใน” Vulnerability — เป็นองค์ประกอบย่อยหนึ่งของมัน ไม่ใช่ตัวแปรอิสระ nih

SREX/AR5 (2012, 2014) — Risk-centered framework
จุดเปลี่ยนคือ IPCC ยกระดับ “Risk” ขึ้นมาเป็นแกนกลางแทน ในรายงาน SREX และ AR5 IPCC เปลี่ยนโฟกัสไปสู่กรอบประเมินที่เน้นความเสี่ยงเป็นศูนย์กลาง โดย Risk ถูกแสดงเป็นฟังก์ชันของ Hazard, Exposure และ Vulnerability ส่งผลให้ทั้ง Exposure และ Vulnerability ถูกนิยามใหม่ — Exposure ถูก “ดึงออก” จากภายใน Vulnerability มาเป็นแกนอิสระเทียบเท่ากับ Hazard nih

AR6 (2021-2022) — ยืนยันและขยายกรอบ AR5/SREX
รายงานฉบับที่ 6 โดย Working Group II ได้นำกรอบความเสี่ยงจาก SREX/AR5 มาใช้อย่างเป็นทางการ พร้อมนิยาม Vulnerability อย่างชัดเจนว่า คือแนวโน้มหรือความมีอยู่ก่อนแล้วที่จะได้รับผลกระทบทางลบ ซึ่งครอบคลุมมโนทัศน์และองค์ประกอบหลายอย่าง รวมถึงความอ่อนไหวหรือความเสี่ยงต่อการได้รับอันตราย และการขาดขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัว SpringerSpringer

2. นิยามแต่ละองค์ประกอบอย่างละเอียด

องค์ประกอบ นิยาม AR5/AR6 ตำแหน่งในสมการ
Hazard โอกาสเกิดเหตุการณ์ทางกายภาพตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์เป็นเหตุ หรือแนวโน้ม หรือผลกระทบทางกายภาพ ที่อาจก่อผลเสียต่อมนุษย์ ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม MDPI ตัวกระตุ้นภายนอก (external trigger)
Exposure ระบบ/องค์ประกอบที่ตั้งอยู่ในพื้นที่และช่วงเวลาที่อาจได้รับผลกระทบจาก Hazard — เป็นแกนอิสระใน AR5/AR6 ไม่ผูกกับตัวระบบ/ประชากรอีกต่อไป มิติเชิงพื้นที่-เวลา (spatial-temporal positioning)
Vulnerability ความมีแนวโน้มที่ระบบมนุษย์หรือธรรมชาติ หรือองค์ประกอบของระบบนั้น จะได้รับผลกระทบทางลบ MDPI คุณสมบัติภายในของระบบ/ประชากร
├─ Sensitivity ความอ่อนไหวหรือความเสี่ยงต่อการได้รับอันตราย (susceptibility to harm) MDPI ระดับที่ระบบได้รับผลกระทบเมื่อสัมผัส Hazard
└─ Adaptive Capacity ความสามารถของระบบหรือภูมิภาคในการปรับตัวต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ใช้ประโยชน์จากโอกาส หรือรับมือกับผลที่ตามมา MDPI ทรัพยากร/ศักยภาพเชิงสถาบันในการรับมือ

3. ตรรกะเชิงโครงสร้างที่เปลี่ยนไป — ทำไมการแยก Exposure ออกมาสำคัญ

ในกรอบเก่า (TAR/AR4) Exposure ถูกมองแบบ hazard-centered concept โดยมีตัวชี้วัดเช่น ดัชนีระยะเวลาคลื่นความร้อน ความรุนแรงของภัยแล้ง และการเกิดน้ำท่วม — กล่าวคือ Exposure ในกรอบเก่าแทบจะเป็น “มิติหนึ่งของตัวภัย” (แปลว่าใครอยู่ในพื้นที่ที่ภัยเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน) และถูกนับรวมเข้ากับ Vulnerability ของประชากรนั้นเสมือนเป็นคุณสมบัติเดียวกัน nih

ปัญหาเชิงทฤษฎีของกรอบเก่าคือ: มันซ่อนคำถามเรื่องอำนาจไว้ในตัวแปรเดียว — เมื่อ Exposure ถูกฝังอยู่ใน Vulnerability การที่ประชากรกลุ่มหนึ่ง “ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในเส้นทางภัย” (เช่น ถูกจัดสรรที่ดินให้ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม, การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เบี่ยงทางน้ำไปยังชุมชนชายขอบ) จะถูกอ่านว่าเป็น “ความเปราะบางโดยธรรมชาติ” ของกลุ่มนั้น ไม่ใช่ผลจากกระบวนการทางการเมือง-เศรษฐกิจที่วางพวกเขาไว้ตรงนั้น

กรอบใหม่ (AR5/AR6) แก้ปัญหานี้โดยแยก Exposure ออกเป็นแกนอิสระ ทำให้สามารถตั้งคำถามได้ว่า “ใครถูกวาง (exposed) ให้เผชิญภัย” เป็นคำถามหนึ่ง ซึ่งแยกจาก “ใครขาดศักยภาพรับมือเมื่อเผชิญภัยแล้ว” (vulnerability) — สองคำถามนี้อาจมีชุดผู้กระทำและกลไกทางอำนาจที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

4. นัยต่อกรอบ “การเคลื่อนย้ายภาระโดยไม่ลดภาระ” ของคุณ

ตรงนี้คือจุดที่ผมคิดว่ามีนัยสำคัญที่สุดสำหรับ Book 4 และกรณีศึกษาน้ำท่วมที่คุณกำลังพัฒนาอยู่: กรอบ AR5/AR6 ให้ “ภาษาทางเทคนิค” ที่รองรับข้อถกเถียงเชิงวิพากษ์ของคุณได้พอดี เพราะ:

  • Exposure สามารถถูกวิศวกรรมทางนโยบายได้โดยไม่แตะ Vulnerability เลย — เช่น การผันน้ำ, การอนุญาตผังเมือง, การจัดสรรงบ ปภ. ที่เอื้อพื้นที่หนึ่งมากกว่าอีกพื้นที่หนึ่ง สิ่งเหล่านี้คือการ “โยกย้ายภาระ” ผ่านการจัดการ Exposure — โดยไม่ต้องแตะ Sensitivity หรือ Adaptive Capacity ของประชากรที่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย นี่คือกลไกการเคลื่อนย้ายภาระที่ “สะอาด” ที่สุด เพราะไม่ปรากฏเป็นการลดทอนความสามารถของใคร แต่เป็นการจัดวางพิกัดความเสี่ยงใหม่เท่านั้น
  • ในทางกลับกัน วาทกรรม responsibilization มักโจมตีที่ Adaptive Capacity (บอกว่าประชาชนไม่เตรียมพร้อม ไม่ปรับตัว) ทั้งที่ต้นตอปัญหาอยู่ที่ Exposure ซึ่งเป็นผลจากการตัดสินใจเชิงโครงสร้างที่ประชาชนไม่มีส่วนกำหนด — การแยกสองแกนนี้ออกจากกันตามกรอบ AR6 จึงเป็นเครื่องมือเชิงตรรกะที่ช่วย “จับผิด” การเบี่ยงเบนความรับผิดชอบได้ชัดเจนขึ้น

5. องค์ประกอบเพิ่มเติมใน AR6 ที่มักถูกมองข้าม — Risk Propeller และ Responses

AR6 ไม่ได้หยุดแค่ Risk = f(Hazard, Exposure, Vulnerability) แบบสถิต แต่เพิ่มมิติพลวัตเข้าไปด้วย:

ความไม่แน่นอนใช้ได้กับองค์ประกอบทั้งสาม กล่าวคือไม่ใช่แค่ขนาดและความถี่ของ Hazard แต่รวมถึง Exposure และ Vulnerability ต่อภัยนั้นๆ ด้วย หากการศึกษาใดสมมติว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงในมิติใดมิติหนึ่ง (เช่น ความเสี่ยงน้ำท่วมที่พิจารณาเฉพาะการเปลี่ยนแปลงความถี่และขนาดของน้ำท่วม แต่ไม่พิจารณาเงื่อนไขทางสังคม) ควรระบุไว้อย่างชัดเจน IPCC

นอกจากนี้ ในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงเกิดจากปฏิสัมพันธ์เชิงพลวัตระหว่างภัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ กับการเผชิญและความเปราะบางของระบบมนุษย์และระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ — คำว่า “ปฏิสัมพันธ์เชิงพลวัต” (dynamic interactions) นี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าองค์ประกอบทั้งสามไม่ได้เป็นอิสระต่อกันแบบบวกกันธรรมดา (additive) แต่โต้ตอบกันแบบไม่เชิงเส้น — Hazard ที่เปลี่ยนไปอาจปรับ Exposure ให้เปลี่ยน (เช่น การอพยพ) และ Vulnerability ก็ปรับ Hazard กลับได้เช่นกัน (เช่น การทำลายป่าชายเลนเพิ่มความรุนแรงของพายุ) IPCC

รูปแบบภาพที่ AR6 ใช้เรียกว่า “IPCC AR6 risk propeller” ซึ่งเป็นใบพัดความเสี่ยงที่แสดงว่านอกจาก Hazard แล้ว ความเสี่ยงยังได้รับอิทธิพลจาก Exposure และ Vulnerability โดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัจจัยขับเคลื่อนความเสี่ยงอื่นๆ สามารถปรับเปลี่ยนทั้ง Hazard, Vulnerability และ Exposure ได้ — ภาพใบพัดนี้แทรก “Responses” (การตอบสนองเชิงนโยบาย/การปรับตัว/การบรรเทา) เข้าไปเป็นแกนที่สี่ ซึ่งย้อนกลับไปกระทบทั้งสามแกนแรกได้ — นี่คือช่องทางที่ทำให้ “การกำกับดูแล” (governance) และ “การตัดสินใจเชิงนโยบาย” กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมการความเสี่ยงอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ปัจจัยภายนอก Adaptation Community

6. ข้อควรระวังเชิงวิชาการ

มีประเด็นหนึ่งที่ควรระบุไว้ในเชิงอรรถของหนังสือ: งานทบทวนวรรณกรรมพบว่าแนวคิด Vulnerability ที่ IPCC ปรับปรุงใหม่ยังไม่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายนัก โดยมีสาเหตุจากความชอบส่วนตัวของนักวิจัย ความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น ความสับสน และการไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง — พูดอีกแบบคือ วรรณกรรมไทยจำนวนมาก (รวมถึงงาน ปภ. และเอกสารราชการ) ยังคงใช้สูตร TAR/AR4 อยู่โดยไม่รู้ตัวว่า IPCC เปลี่ยนกรอบไปแล้วตั้งแต่ปี 2012 นี่เป็นจุดที่คุณสามารถใช้เป็นข้อวิพากษ์ในบทที่เกี่ยวกับ ปภ. ได้โดยตรง — คือชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานไทยยังใช้กรอบคิดที่ล้าสมัยไปแล้วเกือบทศวรรษ ซึ่งทำให้ Exposure (มิติเชิงพื้นที่-การเมือง) ถูกกลืนหายไปในการวิเคราะห์ความเปราะบางแบบเก่าอย่างเป็นระบบ