วิพากษ์การแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบ “ตัดเสื้อโหล” ของรัฐไทย
“วิกฤตสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องของธรรมชาติที่บ้าคลั่ง แต่เป็นเรื่องของ ‘ความล้มเหลวทางสติปัญญาของรัฐ’ (Epistemic Failure of the State) ที่พยายามใช้มาตรวัดเดียว มาตรการเดียว และโครงสร้างอำนาจเดียว เข้าไปควบคุมธรรมชาติที่มีความหลากหลายเชิงพื้นที่และกาลเวลาอย่างสิ้นเชิง”
การที่รัฐไทยบังคับให้คนน่านและคนอุบลฯ ใส่ “เสื้อโหลตัวเดียวกัน” ในการรับมือภัยพิบัติ ผลลัพธ์สุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ความเสื้อเปียก… แต่คือการปล่อยให้ประชาชนจมน้ำและโคลนตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่โครงสร้างรัฐไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย
1. สุญญากาศเชิงความคิด: มอง “น้ำ” เป็นวัตถุมวลเดียวที่ไม่ยึดโยงกับพื้นที่ (De-contextualized Water)
รัฐไทยมองน้ำท่วมผ่านกรอบคิดแบบวิศวกรรมสถิต (Static Engineering) น้ำที่น่านก็น้ำ น้ำที่อุบลฯ ก็น้ำ วิธีคิดแก้ปัญหาจึงมีอยู่ไม่กี่อย่าง: ขุดคลอง ขุดสระ สร้างผนังกั้นน้ำ และแจกถุงยังชีพ
ที่ภาคเหนือ: แทนที่จะแก้ปัญหาสภาพผิวดิน (Surface Cover) และโครงสร้างรากไม้เพื่อลดพลังงานการหลุดลอกของหน้าดิน รัฐกลับไปเน้นสร้าง “พนังกั้นน้ำคอนกรีต” ตามขอบลำห้วย พอโคลนข้นและซุงทะลักลงมาจากภูเขา คอนกรีตพวกนี้ก็กลายเป็นเพียง “เขื่อนกักโคลน” ให้ทะลักเข้าท่วมบ้านคนหนักกว่าเดิม
ที่อุบลราชธานี: แทนที่จะแก้ไขปัญหาการรุกรานพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ (Floodplain) การบริหารจัดการระดับลุ่มน้ำขนาดยักษ์ (Chi-Mun Basin Integration) และคอขวดที่แก่งสะพือ รัฐกลับใช้สูตรเดิมคือ “ตั้งกระสอบทราย-ระดมเครื่องสูบน้ำ” ซึ่งไร้ความหมายสิ้นเชิงเมื่อเจอ phenomenon แบบ Backwater Effect (น้ำมูลปะทะน้ำชีแล้วเอ่อล้น)
2. วัฒนธรรม “งบภัยพิบัติ” คือผ้าโหลผืนใหญ่ที่ใครก็อยากตัด
ในทาง เศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy) เหตุผลที่นโยบายน้ำท่วมถูกทำให้เป็น “เสื้อโหล” เพราะ “เสื้อโหลมันทำสัญญาง่าย จัดซื้อจัดจ้างสะดวก และกระจายงบได้เร็ว”
การขุดลอกลำน้ำและการสร้างผนังคอนกรีตคือ “โครงการยอดนิยม” ที่ใช้แบบแปลนเดียวกันได้ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเสียเวลาทำวิจัย Eco-hydrology ของแต่ละพื้นที่
รัฐไทยตื่นเต้นกับการอนุมัติงบก่อสร้างโครงสร้างแข็ง (Hard Infrastructure) แต่กลับ “ตาบอด” ต่อโครงสร้างนิเวศ (Green/Soft Infrastructure) เพราะกระสอบทราย คอนกรีต และการขุดลอก มัน “ถ่ายรูปเห็นผลงาน” และกระจายผลประโยชน์เชิงเครือข่ายสืบสานอำนาจได้ง่ายกว่าการนั่งทำแบบจำลองตะกอนหรือการปรับผังเมืองเชิงรักษานิเวศ
3. การผลักภาระให้เป็นเรื่อง “ดวงชะตาและอุทกภัยรายวัน”
เมื่อใช้นโยบายเสื้อโหลแล้วล้มเหลว รัฐก็จะหลบหลังวาทกรรม “น้ำมากเกินไป/ฝนตกหนักสุดในรอบ 50 ปี”
รัฐไม่เคยยอมรับว่า “การท่วมที่อุบลฯ” เกิดจากการบริหารจัดการน้ำผิดพลาดและการผังเมืองที่ห่วยแตก
รัฐไม่เคยยอมรับว่า “โคลนที่น่าน” เกิดจากการปล่อยให้พื้นที่ต้นน้ำถูกทำลายโครงสร้างทางปฐพีวิทยา
การตัดเสื้อโหลจึงเป็นกลไกการปัดความรับผิดชอบ (Institutional Evasion) เมื่อเกิดเหตุ รัฐก็แค่ออกข่าวว่า “นำกำลังทหารเข้าช่วยเหลือ-แจกถุงยังชีพ” เปลี่ยนภัยพิบัติทางโครงสร้างการบริหาร ให้กลายเป็น “ละครคุณธรรมเรื่องการช่วยเหลือผู้ยากไร้”
