วัฒนธรรม “สร้างเสร็จแล้วจบกัน”เฟื่องฟูในไทย

ข่าวเรื่องน้ำมันหรือสารระเหยรั่วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางวิศวกรรมเฉพาะจุด แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงปัญหาระดับโครงสร้างและธรรมาภิบาลในการก่อสร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ไทยเต็มไปด้วยวัฒนธรรม “สร้างเสร็จแล้วจบกัน” ขาดการบำรุงรักษาเชิงรุก การกำกับดูแลและการตรวจรับงานที่ขาดความเข้มงวด เมื่องานโครงสร้างพื้นฐานระดับใหญ่ขาดคุณภาพ หรือเกิดปัญหารั่วไหลซ่อนเร้น ผู้ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพและชีวิตในวันข้างหน้าคือประชาชน ขณะที่ฝ่ายบริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่หน้างานต้องแบกรับงบประมาณและทรัพยากรในการเยียวยาแก้ไขปัญหาสปลายน้ำ
ข่าวเรื่องน้ำมันหรือสารระเหยรั่วไหลลงสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุทางวิศวกรรมเฉพาะจุด แต่เป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงปัญหาระดับโครงสร้างและธรรมาภิบาลในการก่อสร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ดังนี้

1. วัฒนธรรม “สร้างเสร็จแล้วจบกัน” ขาดการบำรุงรักษาเชิงรุก (Infrastructure Maintenance Deficit)

รัฐมักทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการ “สร้างใหม่” เพื่อเป็นผลงานเชิงสัญลักษณ์ แต่กลับขาดงบประมาณและการตรวจสอบบำรุงรักษาเชิงรุก (Preventive Maintenance)

ท่อระบายน้ำ พื้นใต้ดิน หรือระบบสาธารณูปโภคซ่อนตา กลายเป็นพื้นที่ “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” จนกว่าจะเกิดเหตุวิกฤต เช่น ก๊าซสะสม มลพิษรั่วไหล หรือการทรุดตัว จึงค่อยเข้ามาแก้ไขแบบตามแก้ปัญหา (Reactive Approach)

2. การกำกับดูแลและการตรวจรับงานที่ขาดความเข้มงวด (Regulatory Flaws)

การที่สารเคมี น้ำมัน หรือน้ำเสียอันตรายสามารถเล็ดลอดเข้าสู่ระบบท่อระบายน้ำเมืองได้ สะท้อนถึงช่องโหว่ในมาตรฐานการจัดสรรพื้นที่ (Zoning) การควบคุมการก่อสร้าง และการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของโครงการใกล้เคียง

กระบวนการตรวจรับพัสดุและโครงสร้างพื้นฐานมักเน้นมิติเอกสารมากกว่าการทดสอบสภาวะแวดล้อมและความปลอดภัยในระยะยาว ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงตกค้างอยู่กับประชาชน

3. การดำเนินงานแบบแยกส่วนและการโยนภาระ (Siloed Management)

โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินมีหลายหน่วยงานถือครองกฎหมายร่วมกัน (กทม., การประปา, การไฟฟ้า, กรมทางหลวง, กรมโรงงานฯ) เมื่อเกิดปัญหารั่วไหลหรือความเสียหาย การชี้แจงและแก้ไขมักเป็นไปอย่างล่าช้าเพราะไม่มี “เจ้าภาพเบ็ดเสร็จ” ในการกำกับดูแลความปลอดภัยของพื้นที่ใต้ดินทั้งหมด

4. ภาระความเสี่ยงที่ถูกส่งต่อให้ท้องถิ่นและประชาชน (Asymmetric Risk distribution)

เมื่องานโครงสร้างพื้นฐานระดับใหญ่ขาดคุณภาพ หรือเกิดปัญหารั่วไหลซ่อนเร้น ผู้ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงทางสุขภาพและชีวิตในวันข้างหน้าคือประชาชน ขณะที่ฝ่ายบริหารท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่หน้างานต้องแบกรับงบประมาณและทรัพยากรในการเยียวยาแก้ไขปัญหาสปลายน้ำ