รัฐปัดความรับผิด: เมื่อวิกฤติราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำกลายเป็นบาปของปัจเจก” อย่างไร
รัฐปัดความรับผิด: เมื่อวิกฤติราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำกลายเป็นบาปของปัจเจก” เป็นการตั้งข้อสังเกตเชิง นิเวศวิทยาการเมือง (Political Ecology) และเศรษฐศาสตร์การเมืองที่แหลมคมมากครับ มันสะท้อนให้เห็นว่า เวลาเกิดวิกฤตราคาพืชผลทางเกษตรดิ่งลงเหว กลไกทางอำนาจและวาทกรรมของรัฐมักจะโอนย้าย “ความรับผิดชอบเชิงโครงสร้าง” (Structural Responsibility) ไปให้เป็น “ความผิดพลาดระดับบุคคล” (Individual Failure) หรือบาปของตัวเกษตรกรเองเราสามารถมองเห็นการ “ปัดความรับผิด” และการผลักให้เป็น “บาปของปัจเจก” ได้ในหลายมิติ ดังนี้
1. วาทกรรม “เพราะคุณไม่ยอมปรับตัว” (The Myth of Adaptation)เวลาเกิดปัญหาราคาข้าว มันสำปะหลัง หรือยางพาราตกต่ำ รัฐมักจะใช้ข้ออ้างว่า “เกษตรกรดื้อดึง ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ยอมเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ” หรือ “ทำไมไม่ทำเกษตรผสมผสานตามหลักทฤษฎีใหม่”ความจริงเชิงโครงสร้าง: การที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเปลี่ยนพืชที่ปลูกได้ทันที ไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้เกียจหรือไร้ความรู้ แต่เป็นเพราะพวกเขาติดอยู่ใน “กับดักหนี้สิน” และ “ข้อจำกัดทางกายภาพ” เช่น ระบบชลประทานที่ไม่ทั่วถึง ดินเสื่อมโทรม หรือการขาดแคลนทุนทรัพย์ในการลงทุนเริ่มต้นกับพืชชนิดใหม่ที่ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเก็บเกี่ยว (เช่น พืชไม้ผล) การบอกให้เปลี่ยนพืชทันทีโดยไม่มีโครงข่ายรองรับความเสี่ยง จึงเป็นการผลักภาระให้ปัจเจกเผชิญหน้ากับความเสี่ยงเพียงลำพัง
2. วาทกรรม “เพราะคุณทำตัวเองล้นตลาด” (Blaming Overproduction)รัฐมักโยนความผิดให้เกษตรกรว่าแห่กันปลูกตาม ๆ กัน พอเห็นราคาดีก็ปลูกตามจน “ผลผลิตล้นตลาด” (Oversupply) ราคาจึงตกต่ำ เป็นไปตามกฎอุปสงค์-อุปทานตามธรรมชาติความจริงเชิงโครงสร้าง: รัฐมีหน่วยงานที่มีข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) มีดาวเทียม มีข้อมูลการค้าโลก แต่กลับล้มเหลวในการทำ Planning และ Zoning (การจัดเขตโซนนิ่งการเกษตร) อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่มีกลไกควบคุมโควตาและกระจายสินค้าที่ดีพอ การปล่อยให้กลไกตลาดเสรีทำงานอย่างสุดโต่งในอุตสาหกรรมที่เกษตรกรรายย่อยไม่มีอำนาจต่อรอง คือความล้มเหลวเชิงนโยบาย แต่รัฐกลับมองว่ามันคือความโลภหรือความไม่เจียมตัวของปัจเจก
3. การปกป้องกลุ่มทุนใหญ่ แต่อ้างว่า “ช่วยไม่ได้เพราะกติกาโลก”เมื่อสินค้าเกษตรราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้ามาสวมสิทธิ์ หรือกลุ่มทุนเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) และพ่อค้าคนกลางรายใหญ่กดราคารับซื้อ รัฐมักจะแสดงท่าทีเพิกเฉยหรือบอกว่า “เราต้องทำตามข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) เราแทรกแซงราคาไม่ได้”ความจริงเชิงโครงสร้าง: นี่คือการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนและกลไกผูกขาด รัฐเลือกที่จะยอมรับกฎเกณฑ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนข้ามชาติและกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศ แล้วปล่อยให้เกษตรกรตัวเล็กตัวน้อยแบกรับต้นทุน (เช่น ค่าปุ๋ย ค่ายา ที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ) จนกลายเป็นการล้มละลายของปัจเจก โดยรัฐอ้างว่าตนเอง “ทำอะไรไม่ได้”
4. การเปลี่ยนจาก “สิทธิที่ควรได้” ให้กลายเป็น “ความเมตตากรุณา”เมื่อเกษตรกรรวมตัวกันประท้วงเรียกร้อง มาตรการช่วยเหลือจากรัฐมักมาในรูปแบบของเงินเยียวยาชั่วคราว เงินช่วยเหลือต้นทุนไร่ละไม่กี่ร้อยบาท หรือการชดเชยดอกเบี้ยระยะสั้นความจริงเชิงโครงสร้าง: มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อ “ซื้อเวลา” และบรรเทาแรงกดดันทางการเมือง มากกว่าการปฏิรูปที่ดิน โครงสร้างภาษี หรือระบบการรับซื้ออย่างเป็นธรรม วาทกรรมของรัฐมักทำให้นโยบายเหล่านี้ดูเหมือนเป็น “ความโปรดปราน/ความเมตตา” ที่รัฐมอบให้เกษตรกรที่กำลังเดือดร้อน (กลายเป็นผู้ขอรับความช่วยเหลือ) แทนที่จะมองว่ามันคือหน้าที่ของรัฐที่ต้องรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของฐานราก
