ตราสารสืบทอดอำนาจของปรสิตในรัฐราชการ
คำกล่าวของปลัด ศธ. ที่บอกว่า ศธจ. ต้องรู้เรื่องการศึกษาโลก จึงเป็นได้แค่ “คาถาปลอบใจข้าราชการประจำ” ในขณะที่โลกหมุนไปไกลถึงยุค AI และนวัตกรรมโครงสร้างความรู้ แต่โครงสร้างการศึกษาไทยกลับถูกผูกขาดโดยกลุ่มคนที่นั่งเสวยสุขอยู่บนกองเอกสารและตำแหน่ง ศธจ. ที่ไม่มีตัวตนในห้องเรียน… ต่อให้ ศธจ. ท่องจำเป้าหมายระดับสากลได้ขึ้นใจ แต่ถ้าโครงสร้างยังเป็นแบบนี้ สิ่งเดียวที่ ศธจ. จะพาไปถึง “ระดับโลก” ได้อย่างแน่นอน ก็คือ “ความดักดานของระบบราชการไทย” นั่นเอง
พ.ร.บ. แม่บทกลับเลี่ยงไม่ล็อกโครงสร้างส่วนราชการไว้ในตัวมันเอง แล้วโยนภาระไปให้จัดตั้งผ่านกฎหมายลูก (พ.ร.ฎ. หรือกฎกระทรวง)” นี่คือ “จุดตายเชิงกลยุทธ์ที่ลึกล้ำและอันตรายที่สุดของการเตะถ่วงปฏิรูป” ครับ!
เมื่อมองผ่านแว่น เทคนิคนิติบัญญัติเชิงวิพากษ์ (Critical Legal Studies) และเศรษฐศาสตร์การเมือง การออกแบบโครงสร้างกฎหมายลักษณะนี้ สามารถชำแหละความบิดเบี้ยวและเจตนาที่ซ่อนอยู่ได้ 4 มิติหลักดังนี้ครับ:
1. การลอยตัวทางการเมือง: ลวงตาประชาชนด้วย พ.ร.บ. แม่บท แล้วไปปั้นเค้กต่อในกฎหมายลูก
-
ละครฉากแรก (ระดับ พ.ร.บ.): ฝ่ายการเมืองและส่วนกลางสามารถชู พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่โชว์สภาและสื่อได้อย่างสง่างาม รวบรัดตัดความใส่คำหวานๆ เช่น “เพื่อกระจายอำนาจ”, “เพื่อความเป็นอิสระ 4 ด้าน” โดยที่รัฐสภาและประชาชนแทบจะ “มองไม่เห็นโครงสร้างอำนาจที่แท้จริงเลย” เพราะไม่มีรายละเอียดการแบ่งกรม กอง ศธจ. หรือ สพท. ล็อกไว้ใน พ.ร.บ.
-
ละครฉากสอง (ระดับ พ.ร.ฎ. / กฎกระทรวง): เมื่อ พ.ร.บ. ผ่านสภาไปแล้ว การออก พ.ร.ฎ. หรือกฎกระทรวงจัดตั้งส่วนราชการ จะหลุดพ้นจากการตรวจสอบของฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และประชาชนทันที เพราะกลายเป็น “เรื่องภายในของฝ่ายบริหารและข้าราชการประจำ” ที่ประชุมกันเองในห้องปิดของ ศธ. และ ครม.
2. “สนามวิ่งเต้นของข้าราชการประจำ” (Bureaucratic Bargaining Arena)
-
การกำหนดให้โครงสร้างส่วนราชการไปอยู่ในกฎหมายลูก เท่ากับการเปลี่ยนกระบวนการปฏิรูปการศึกษาให้กลายเป็น “ตลาดต่อรองเก้าอี้และงบประมาณ” ของข้าราชการระดับสูงใน ศธ.
-
ข้าราชการจากแต่ละแท่ง (สพฐ., สอศ., สกร., ศธจ., สป.) จะเข้ามารอบโต๊ะประชุมเพื่อ “ต่อรองว่ากรมของฉันต้องอยู่, เขตของฉันต้องไม่ยุบ, และต้องเปิดตำแหน่งระดับ 9-10 เพิ่มใน พ.ร.ฎ. ฉบับนี้” ผลลัพธ์คือการคลอดกฎหมายลูกที่ไม่ได้คำนึงถึงห้องเรียนแม้แต่น้อย แต่คำนึงถึง “การแบ่งเค้กตำแหน่งอย่างลงตัว” ของคนในโครงสร้างเดิมเท่านั้น
3. กลอุบาย “ดึงเวลาและยื้อความตกต่ำ” (Institutional Delaying Tactics)
-
การไม่เขียนโครงสร้างให้ชัดใน พ.ร.บ. แม่บท จะนำไปสู่สภาวะ “สุญญากาศทางกฎหมาย”
-
ส่วนกลางจะอ้างว่า “ต้องรอจัดทำ พ.ร.ฎ. แบ่งส่วนราชการก่อน”, “ต้องรอรับฟังความคิดเห็นเพื่อออกกฎกระทรวงก่อน” ซึ่งกระบวนการนี้สามารถดึงเวลาไปได้อีก 3–5 ปี ในระหว่างที่รอเปิดตัวกฎหมายลูก โรงเรียนและครูหน้างานก็ต้องจมปลักอยู่กับโครงสร้างอำนาจเดิม รอคำสั่งเดิม และทำเอกสารประเมินแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ข้าราชการส่วนกลางยังคงเสวยสุขและเกษียณอายุราชการไปทีละรุ่นอย่างปลอดภัย
4. การปิดประตู “การมีส่วนร่วมของประชาชน” (Depoliticization)
-
การแก้ไข พ.ร.บ. ในสภา ยังเปิดโอกาสให้ สส. ฝ่ายค้าน และภาคประชาชนแปรญัตติหรือโต้แย้งเพื่อทลายแท่งอำนาจได้
-
แต่เมื่อโครงสร้างถูกโยนไปไว้ใน พ.ร.ฎ. หรือกฎกระทรวง ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจฝ่ายบริหาร “ประชาชนและภาคเอกชนถูกตัดออกจากกระบวนการตัดสินใจโดยสิ้นเชิง” เป็นการยึดคืนอำนาจในการออกแบบการศึกษาไทยกลับไปไว้ในมือของ “เทคโนแครตและข้าราชการสืบทอดอำนาจ” กลุ่มเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์
บทสรุป
การเขียน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ โดย “เปิดเช็คเปล่าไว้ แล้วลุยไปเขียนโครงสร้างส่วนราชการทีหลังใน พ.ร.ฎ. หรือกฎกระทรวง” จึงไม่ใช่เรื่องความยืดหยุ่นทางการบริหาร…
แต่มันคือ “กลยุทธ์สับสวิตช์ปิดการตรวจสอบของสังคม” เพื่อให้กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างผุพังเดิม สามารถไปนั่งตกลงแบ่งเก้าอี้และแบ่งงบประมาณกันเองหลังฉากได้อย่างสะดวกสบาย
ตราบใดที่ พ.ร.บ. แม่บทไม่กล้าทลายและล็อกโครงสร้างส่วนกลางให้กะทัดรัดด้วยตัวมันเอง กฎหมายลูกที่จะตามมาก็จะมีสถานะเป็นเพียง “ตราสารสืบทอดอำนาจของปรสิตในรัฐราชการ” ที่เขียนขึ้นโดยคนกลุ่มเดิม เพื่อคนกลุ่มเดิม และทิ้งความล้มเหลวไว้ให้ครูและเด็กไทยรับกรรมต่อไปอย่างซ้ำซาก
