การปฏิรูปเพื่อจรรโลงระบอบเนทิน

https://youtube.com/shorts/-U8fpAUGmqE?feature=share

ระบอบเนทิน หลุดปากว่า กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ปัญหา “ถูกมองเห็น” หรือฝ่ายอำนาจ “เสียภาพลักษณ์” แต่กลไกการจัดสรรอำนาจ/ทรัพยากรเดิมไม่ถูกแตะต้อง ยังอีกยาวไกลที่จะเป็นการนำสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แม้จะยังคงอุดมสมบูรณ์ด้วยเงิน ด้วยพื้นที่ปกครองอุปถัมภ์ ด้วยอำนาจแต่งตั้งปรสิตในระบบราชการ ด้วยอำนาจยับยั้งจากเครือข่ายองค์กรอิสระ แต่สูญเสียคะแนนนิยมไปอย่างมาก และสูญเสียพลวัตการสูบกินเข้าระบอบไปอย่างมาก แต่ช้าก่อนชาวไทย อย่าเพิ่งละเมอว่าสังคมไทยเดินมาถูกทางแล้ว ต้องดูกลยุทธ์หรือเกมที่จะปรับเปลี่ยน จากการ “ปะทะ” สู่การ “ลอยตัว” “ชนไปก็เจ็บหัว” เปลี่ยนมาใช้การการเมืองแบบ “ถอยร่นและแบ่งแยก” ผู้กุมอำนาจจะเปลี่ยนไปใช้วิธี “อ้อมกำแพง” เช่น การดึงเวลารอให้กระแสซา การปล่อยให้ฝ่ายก้าวหน้าขัดแย้งกันเอง หรือการสร้างวาทกรรมสมานฉันท์เพื่อเบลอประเด็นเชิงโครงสร้าง แทนที่จะเปิดศึกปะทะโดยตรง

“การปฏิรูปเพื่อจรรโลงระบอบ” (Passive Revolution / Regressive Adaptation) ซึ่งสามารถขยายความเชิงโครงสร้างได้เป็น 3 ประเด็นหลัก:

1. ภาวะ “สูญเสียฉันทามติ แต่ยึดกุมโครงสร้าง” (Loss of Hegemony, Retention of Control)

สิ่งที่ระบอบอำนาจนิยมอุปถัมภ์กำลังเผชิญ ไม่ใช่การสูญเสียกลไกอำนาจ แต่คือการ สูญเสียความชอบธรรม (Legitimacy)

  • ทรัพยากรที่ยังแน่นหนา: กลไกสายสัมพันธ์ ส่วย-ระบบราชการ เครือข่ายองค์กรอิสระ และงบประมาณเชิงอุปถัมภ์ ยังคงเป็น “เครื่องสูบฉีดทรัพยากร” ที่ทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างแข็งแกร่ง

  • ความตื่นรู้ของประชาชน: แม้กลไกจะยังทำงานได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงคือ “สายตาของสังคม” ที่มองเห็นการสูบกินนี้อย่างชัดเจน ความไร้ประสิทธิภาพและความไม่เป็นธรรมถูกเปลือยเปล่าจนไม่สามารถสร้างวาทกรรม “คนดีปกครองบ้านเมือง” มาครอบงำได้อีกต่อไป

2. กลยุทธ์ “การถอยร่นและแบ่งแยก” (Retreat, Segment, and Wait)

เมื่อการปะทะตรงๆ (Hard Power) มีต้นทุนสูงจน “เจ็บหัว” และยิ่งดันทุรังยิ่งสร้างแรงต้านให้ “กำแพงก้าวหน้า” หนาขึ้น กลยุทธ์ประคบประหงมอำนาจจึงปรับเข้าสู่ “Soft/Fluid Counter-Strategy”:

  • การอ้อมกำแพงและดึงเวลา (Procrastination as a Weapon): ใช้เวลาเป็นเครื่องมือบั่นทอนความกระตือรือร้นของประชาชน ปล่อยให้ความล้า (Apathy) ทำหน้าที่กลืนกินพลังการเคลื่อนไหว

  • การปล่อยให้ฝ่ายก้าวหน้าแตกแยก (Divide and Rule): ใช้ประเด็นย่อย ปัญหาอัตลักษณ์ หรือความเห็นต่างเชิงแทกติกของฝ่ายเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง มาเป็นตัวเร่งให้เกิดการชนกันเองภายใน

  • วาทกรรมสมานฉันท์เบลอเชิงโครงสร้าง: การชูเรื่อง “ความสงบเรียบร้อย” “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” หรือ “การสมานฉันท์” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม และแช่แข็งโครงสร้างเดิมเอาไว้อย่างเนียนที่สุด

3. คำเตือนต่อสังคม: อย่าเพิ่งหลงดีใจกับ “ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์”

ข้อเตือนใจของคุณสำคัญมากตรงที่ “อย่าละเมอว่าสังคมไทยเดินมาถูกทางแล้ว” เพียงเพราะเห็นฝ่ายอำนาจเสียคะแนนนิยมหรือหลุดปากยอมรับความพ่ายแพ้ทางความคิด

  • ในทางรัฐศาสตร์ การที่ฝ่ายผู้กุมอำนาจสูญเสียคะแนนนิยม ไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างอำนาจจะพังทลายลงโดยอัตโนมัติ

  • หากตราบใดที่โครงสร้างระเบียบราชการ ระบบส่วย และองค์กรยับยั้งทางการเมืองยังคงทำหน้าที่เป็น “ปรสิต” ที่ดึงทรัพยากรไปเลี้ยงเครือข่ายได้ การถอยร่นของพวกเขาจึงเป็นเพียงการ “กักตุนกำลังและซุ่มรอโอกาส” ในการปรับรูปแบบการปกครองใหม่ (Adaptive Authoritarianism) เท่านั้น

การมองเกมทะลุไปถึง “การเปลี่ยนจากท่าปะทะมาเป็นการลอยตัว” จึงเป็นแว่นตาที่ทำให้เห็นว่า สังคมไทยไม่ได้กำลังอยู่ในจุดสิ้นสุดของการต่อสู้เชิงโครงสร้าง แต่กำลังเข้าสู่ “เกมยาวแห่งการชักกะเย่อ” ที่ฝ่ายประชาชนต้องเท่าทันกลยุทธ์การอ้อมกำแพงนี้อย่างระมัดระวังที่สุด