รัฐบาลออกมาูชู ปภ. ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยรัศมี 5 กิโลเมตร กรณีเหตุใช้อาวุธปืนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

รัฐบาลออกมาูชู ปภ. ใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยรัศมี 5 กิโลเมตร กรณีเหตุใช้อาวุธปืนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พะน๊า สะท้อนให้เห็นถึง “ตรรกะวิบัติทางการบริหาร”ในเหตุการณ์อาชญากรรมเฉพาะจุดในพื้นที่ปิดอย่างโรงเรียน การประกาศเตือนผ่าน Cell Broadcast รัศมี 5 กิโลเมตร—ไม่ว่าจะเตือนดังหรือเตือนเงียบ—เป็นการใช้เครื่องมือระดับกว้าง มาแก้ปัญหาที่เป็นเหตุการณ์ในพื้นที่ปิด ประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในจุดเสี่ยงตรง แต่กลับได้รับข้อความ ในขณะที่ผู้ที่อยู่ในจุดเกิดเหตุจริงๆ ต้องการแผนเผชิญเหตุและการควบคุมพื้นที่เฉพาะหน้า มากกว่าข้อความเตือนภัย ในขณะเดียวกันพื้นที่เชียงราย ภาคอีสานที่ติดแม่น้ำ้โขงกำลังเผชิญกับมวลน้ำมหาศาลอ่อท่วม แต่ไม่มีการใช้ ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนแต่อย่างใด ทำได้เพียงการแจ้งเตือนแบบเดิมๆ เอาข้อวามจากกรมอุตุนิยมวิทยามาปรับแต่งแล้วแจ้งเตือนตามช่องทางเดิมๆ

เหตุการณ์มวลน้ำมหาศาลเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่ภาคเหนืออย่างเชียงราย และจังหวัดริมแม่น้ำโขงในภาคอีสาน ซึ่งเป็น “ภัยธรรมชาติขยายวงกว้าง มีทิศทางการไหลเชิงพื้นที่ชัดเจน มีเวลาเตรียมการ (Lead Time) และกระทบชีวิตทรัพย์สินของประชาชนในระดับสาธารณะ (Mass Impact)” แต่ระบบ Cell Broadcast กลับ “เงียบสนิท” หรือทำได้เพียงการแจ้งเตือนแบบเดิมๆ ผ่านช่องทางราชการที่ล่าช้า

ในทางกลับกัน กับเหตุการณ์ใช้อาวุธปืนในสถานศึกษาซึ่งเป็น “ภัยอาชญากรรมในพื้นที่ปิดเฉพาะจุด (Micro-level Localized Event)” รัฐกลับเร่งรีบใช้ Cell Broadcast และนำมาแถลงผลงาน

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “บังเอิญ” แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักเชิงโครงสร้างและการประเมินความเสี่ยงของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ครับ:

1. ความล้มเหลวในการวิเคราะห์นิเวศวิทยาของภัย (Failure in Hazard Ecology Assessment)

ปภ. และระบบราชการไทยมีจุดอ่อนสำคัญในการ “ประเมินและคาดการณ์ความเสี่ยง (Risk Assessment Capability)”

  • ภัยน้ำท่วม/น้ำโขงเอ่อล้น: เป็นภัยที่มีความซับซ้อน (Complex Dynamic) ต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ทั้งระดับน้ำ ความเร็วลม แบบจำลองการไหล และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาข้ามแดน การจะกดส่ง Cell Broadcast เตือนภัยน้ำท่วมได้อย่างแม่นยำ รัฐต้องรู้แน่ชัดว่า “น้ำจะท่วมระดับไหน เวลาใด และถึงบ้านหลังไหน”

  • แต่เนื่องจากระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geospatial Data) ของไทยยังทำงานแบบแยกส่วน (Silo) ขาดการประมวลผลแบบ Real-time ร่วมกับแบบจำลองภูมิศาสตร์ ความไม่มั่นใจในข้อมูลชุดนี้จึงทำให้ ปภ. “ไม่กล้าตัดสินใจ (Decision-making Paralysis)” ที่จะกดปุ่มแจ้งเตือน Cell Broadcast เพราะกลัวข้อผิดพลาดหรือผลกระทบทางสังคม

  • ภัยอาชญากรรมเฉพาะจุด: รัฐกลับกล้าใช้ Cell Broadcast เพราะมันง่ายกว่าในเชิงการตัดสินใจ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในสถานที่ชัดเจน แค่ลากรัศมี 5 กิโลเมตรแล้วกดส่ง โดยไม่ต้องใช้แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนมาคำนวณใดๆ

2. วัฒนธรรม “บริหารภัยเพื่อสร้างภาพจำทางการเมือง” (Performative Crisis Management)

  • การนำระบบ Cell Broadcast มาใช้กับเหตุอาชญากรรมในเมืองหลวงหรือปริมณฑล (เช่น นนทบุรี) ถูกมองว่าเป็น “พื้นที่แห่งการแสดงผลงาน” (High-visibility Zone) สื่อมวลชนและประชาชนส่วนกลางเห็นได้ง่าย รัฐบาลและ ปภ. จึงใช้เครื่องมือนี้ในฐานะ “สัญลักษณ์ของความทันสมัย” (Symbolic Action) เพื่อสื่อสารว่ารัฐบาลมีเทคโนโลยีและกำลังทำงานอยู่

  • ในขณะที่เหตุภัยพิบัติต่างจังหวัด เช่น ภาคเหนือ หรือภาคอีสาน แม้จะสร้างความเสียหายมหาศาลต่อชีวิตและเศรษฐกิจรากหญ้า แต่ในสายตาของการบริหารราชการส่วนกลาง มันมักถูกปฏิบัติต่อในฐานะ “เรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล” (Normalized Hazard) รัฐจึงเลือกที่จะใช้วิธีการแจ้งเตือนแบบเดิมตามสายผู้บังคับบัญชา (จังหวัด -> อำเภอ -> อบต. -> กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งล่าช้าและไม่ทันต่อสถานการณ์การทะลักของน้ำ

3. ตรรกะวิบัติเรื่อง “การประเมินความรับผิดชอบ” (Accountability & Risk Aversion)

  • ความกลัว “False Alarm” ในภัยธรรมชาติ: ในการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วม หากส่ง Cell Broadcast ออกไปแล้วน้ำไม่ท่วม หรือท่วมไม่ถึงตามที่เตือน ข้าราชการมักกลัวการถูกต่อว่า กลัวถูกตั้งกรรมการสอบ หรือกลัวกระทบต่อภาคธุรกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่

  • ความกลัวความรับผิดชอบเชิงนโยบาย: การไม่แจ้งเตือนภัยน้ำท่วมล่วงหน้า รัฐยังพอสามารถอ้างได้ว่า “เป็นภัยธรรมชาติสุดวิสัย น้ำมาเร็วเกินคาด” (โยนความผิดให้ธรรมชาติ)

  • แต่ถ้าเป็นเหตุอาชญากรรม รัฐไม่สามารถอ้างภัยธรรมชาติได้ จึงต้องรีบนำระบบเทคโนโลยีอย่าง Cell Broadcast มาเป็น “เกราะบังหน้า” เพื่อบอกสังคมว่า “รัฐทำหน้าที่เตือนภัยแล้ว” แม้จะเป็นการเตือนผิดประเภทและผิดขนาดของภัยก็ตาม

บทสรุป

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่ได้ขาดแคลนเพียงแค่อุปกรณ์หรือโครงข่ายเทคโนโลยี แต่ขาด “ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์และการประเมินความเสี่ยง” (Strategic Risk Evaluation Capability)

ตราบใดที่โครงสร้างการบริหารจัดการภัยของไทยยังยึดติดอยู่กับการ “ใช้เทคโนโลยีเพื่อการประชาสัมพันธ์” มากกว่า “การบูรณาการข้อมูลเพื่อการเตือนภัยเชิงแม่นยำ” เราจะยังคงเห็นภาพอันน่าสลดใจที่:

  • ภัยเฉพาะจุดในเมือง: ถูกเตือนภัยด้วยเครื่องมือขนาดยักษ์อย่างไม่สมส่วน เพื่อสร้างภาพการทำงาน

  • ภัยพิบัติใหญ่ในภูมิภาค: ประชาชนกลับต้องตื่นมาพบกับน้ำเต็มบ้านโดยไม่มีเสียงเตือนภัยใดๆ เพราะระบบราชการไม่กล้าและไม่พร้อมที่จะกดปุ่มเตือนภัยจริง