ภัยพิบัติธรรมชาติในไทย ไม่ได้ทำร้ายคนด้วยความรุนแรงของมันเองเท่ากับการถูกทำร้ายโดย “รอยแยกเชิงโครงสร้าง” ของกฎหมายและระบบราชการ

สองอวัยวะที่ไม่มีเส้นประสาทเชื่อมกัน

พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ 2561 กับ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ถูกร่างขึ้นบนตรรกะคนละชุดโดยสิ้นเชิง
ฉบับแรกเป็น proactive & management logic มองน้ำผ่านขอบเขตอุทกวิทยา (22 ลุ่มน้ำหลัก)
ฉบับหลังเป็น reactive & security logic มองภัยผ่านขอบเขตปกครอง (จังหวัด/อำเภอ)

ผลคือเกิดสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “อวัยวะสองส่วนที่ไม่มีเส้นประสาทเชื่อมกัน”
กนช./สทนช. เปรียบเหมือนสมองส่วนที่ประมวลข้อมูลอุทกวิทยาได้ แต่ไม่มีเส้นประสาทสั่งการไปยังกล้ามเนื้อ (ผู้ว่าฯ/ท้องถิ่น)

ปภ./กปภ.ช. เปรียบเหมือนกล้ามเนื้อและมือที่พร้อมขยับ แต่ไม่มีสมองส่วนรับความรู้สึกที่บอกว่าต้องขยับไปทางไหน เมื่อไร

อุปมา “เด็กอมมือชี้ทางให้คนตาบอด” จับปรากฏการณ์นี้ได้แม่นยำ — ฝ่ายหนึ่งมีเครื่องมือไฮเทค (ดาวเทียม แบบจำลองอุทกวิทยา) แต่ไร้อำนาจและไร้ประสบการณ์เชิงสถาบันที่จะบังคับให้ใครฟัง อีกฝ่ายมีอำนาจเบ็ดเสร็จ (สั่งผู้ว่าฯ สั่งทหาร สั่งงบฉุกเฉิน) แต่ไร้ดวงตาทางวิทยาศาสตร์ที่จะรู้ว่าควรสั่งอะไร เมื่อไร ที่ไหน

คำอุปมาเรื่อง “สองอวัยวะที่ไม่มีเส้นประสาทเชื่อมกัน” และ “เด็กอมมือชี้ทางให้คนตาบอด” เป็นการตั้งข้อสังเกตเชิง สถาบันวิทยา (Institutionalism) และ มนุษยวิทยาการเมืองของการบริหารราชการไทย ได้อย่างเฉียบคมและตรงเป้าที่สุดครับ

ข้อสิริวิพากษ์วิจารณ์ต่อสภาวะความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างของ พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับ สามารถจำแนกและขยายความได้ใน 3 มิติหลัก ดังนี้:

1. ความขัดแย้งของพื้นที่ทางกฎหมาย (Spatial Disconnect: Hydrological vs. Administrative)
ความซ้ำซ้อนของเขตอำนาจ (Ontological Clash):

พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ 2561 สถาปนาความจริงว่า “น้ำไม่รู้จักเส้นเขตแดนจังหวัด” การบริหารจัดการจึงต้องอิงตามขอบเขตนิเวศอุทกวิทยา (22 ลุ่มน้ำหลัก)

พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 สถาปนาความจริงว่า “การปกครองและการสั่งการต้องอิงตามสายบังคับบัญชา” (ผู้ว่าราชการจังหวัด/นายอำเภอ/ท้องถิ่น)

ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติการ: เมื่อเกิดมวลน้ำป่าหรือมวลดินถล่มข้ามเขตจังหวัด (เช่น มวลน้ำจากน่านไหลลงแพร่และสุโขทัย) สทนช. เห็นภาพการไหลในเชิงมิติพื้นที่ (Spatial Flow) แต่ผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัดกลับมองภาพแบบ “กระทรวงมหาดไทย” ที่เน้นการดูแลเฉพาะเขตปกครองของตนเอง เกิดภาวะ ต่างคนต่างกั้น ต่างคนต่างปล่อย เพราะไม่มีกฎหมายบังคับให้ขอบเขตลุ่มน้ำสั่งการข้ามขอบเขตจังหวัดได้โดยสมบูรณ์

2. วิกฤตอำนาจและศักยภาพทางสถาบัน (Institutional Asymmetry: High-Tech Brain vs. Blind Muscle)
สทนช. / กนช. (สมองที่ไร้กล้ามเนื้อ):

มีข้อมูลระดับไฮเทค (ดาวเทียม แบบจำลอง GIS ระบบคาดการณ์แรงดันน้ำ) แต่เชิงโครงสร้าง สทนช. ถูกออกแบบให้เป็นเพียง “หน่วยงานนโยบายและบูรณาการ” (Policy & Planning Body) ใต้นายกรัฐมนตรี ไม่มีกลไกการสั่งการตรงแบบสายบังคับบัญชาทางทหาร (Chain of Command)

ไม่มีกำลังพล ไม่มีอุปกรณ์กู้ภัย และไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการจับกุมหรือสั่งลงโทษผู้ที่ละเมิดการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตรับน้ำ

กรม ปภ. / กปภ.ช. (กล้ามเนื้อที่ไร้ประสาทรับรู้ทางวิทยาศาสตร์):

ผูกติดกับระบบราชการมหาดไทยที่เน้น “เอกสาร สั่งการ และงบเยียวยาหลังเกิดเหตุ”

ขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเชิงปฐพีกลศาสตร์ หรืออุทกวิทยาขั้นสูง ระบบเตือนภัยของ ปภ. จึงเน้นทำตามเกณฑ์แบบกว้างๆ (เช่น วัดแค่ปริมาณน้ำฝน) ส่งผลให้การสั่งการของผู้ว่าฯ (ผู้อำนวยการจังหวัด) มักเกิดขึ้น “หลังภัยมาถึงแล้ว” (Reactive) เสมอ

3. ต้นทุนทางสังคมและ “วาทกรรมความรับผิดชอบ” (Accountability Avoidance)
การไร้เส้นประสาทเชื่อมต่อระหว่าง 2 กฎหมายนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุ แต่เป็นผลผลิตของ ระบบราชการไทยที่เน้นการกระจายความเสี่ยงในการรับผิด (Risk Aversion):

เมื่อเกิดภัยพิบัติใหญ่: สทนช. จะอ้างว่า “แจ้งเตือนและส่งข้อมูลอุทกวิทยาให้แล้ว” ส่วน กรม ปภ. และผู้ว่าฯ จะอ้างว่า “แบบจำลองไม่ชัดเจน หรือเป็นเหตุสุดวิสัยเกินเกณฑ์”

ระบบการงบประมาณที่เป็นพิษ: งบประมาณของ สทนช. มุ่งเน้นไปที่โครงการศึกษา/วางแผน/ทำแบบจำลอง ขณะที่งบประมาณของ กรม ปภ. และมหาดไทย มุ่งเน้นไปที่ “งบกลางทดรองจ่ายเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน” ซึ่งเป็นงบที่เบิกจ่ายง่ายกว่าและมีความยืดหยุ่นสูงกว่างบป้องกัน ความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างงบประมาณนี้จึงสร้างแรงจูงใจทางอ้อมให้ระบบราชการ “รอให้เกิดภัยแล้วค่อยแก้” มากกว่าการลงทุนเพื่อยับยั้งล่วงหน้า

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์: การสร้าง “เส้นประสาท” (Neural Link) ใหม่
หากต้องการเชื่อม “สมอง” เข้ากับ “กล้ามเนื้อ” รัฐไทยจำเป็นต้องทบทวนโครงสร้างกฎหมายและการปฏิบัติการใน 2 ประเด็นหลัก:

สถาปนา “กุญแจสั่งการข้ามเขตปกครอง” (Cross-boundary Command Protocol): เมื่อ สทนช. ประมวลผลว่ามวลดิน/มวลน้ำเข้าสู่จุดวิกฤต (Tipping Point) ต้องมีกฎหมายมอบอำนาจให้ สทนช. สามารถ “กดปุ่มเตือนภัยระดับแดง (Red Alert) ส่งตรงถึงระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของประชาชน (Cell Broadcast) และบังคับเปิดศูนย์บัญชาการร่วม (Single Command) ในพื้นที่ทันที” โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนกลั่นกรองทางเอกสารของมหาดไทย

การปฏิรูป กปภ.ช. ให้มีดวงตาทางวิทยาศาสตร์: ต้องบังคับให้โครงสร้างของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (สังกัด ปภ.) บรรจุผู้เชี่ยวชาญด้านปฐพีกลศาสตร์ อุทกวิทยา และธรณีภัยพิบัติ เข้าไปเป็นผู้ร่วมตัดสินใจสั่งการในระดับสายบังคับบัญชา เพื่อเลิกใช้ “เกณฑ์บริหารงานบุคคลแบบมหาดไทย” มานำหน้า “หลักการทางวิทยาศาสตร์”